ายไม่แข็งแรง ข้าจึงให้นางพักผ่อนอยู่ที่จวน” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย “นี่คือล่ามภาษาต่างประเทศที่ข้าหามาอีกคนหนึ่ง”
“ไม่ได้ ๆ” เวินเทียนเหล่ยโบกมือปฏิเสธหลี่เยว่หานโดยไม่แม้แต่จะคิด “ใช่ว่าข้าจะเชื่อใจผู้ใดได้ง่าย ๆ สหายเมิ่ง เจ้าทำเช่นนี้ดูจะเสียชื่อเสียแล้ว! แม้จะบอกว่าฮูหยินเมิ่งร่างกายไม่แข็งแรง เจ้าก็ควรจะส่งจดหมายมาบอกข้าล่วงหน้าเสียก่อน!”
“ทักษะภาษาต่างประเทศของหญิงผู้นี้ไม่ด้อยไปกว่าฮูหยินของข้าสักนิด เหตุใดจึงไม่ได้กัน?” เมิ่งฉีฮ่วนใช้หลังฝ่ามือเพื่อดันประตูให้ปิดลง พร้อมทำท่าทาง “ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็ต้องได้”
เมื่อเห็นเช่นนั้น เวินเทียนเหล่ยอยากจะร้องไห้แต่ไร้ซึ่งน้ำตา “ข้าเชื่อใจท่านและฮูหยินจึงมอบหมายงานสำคัญเช่นนี้ให้พวกท่าน ท่านก็ยุ่งเกินไป แม้ทักษะทางภาษาของแม่นางผู้นี้จะไม่ด้อยไปกว่าฮูหยินเมิ่ง แต่ข้าไม่เชื่อใจนาง ข้าไม่มีทางยอมให้นางมาช่วยสื่อสารเรื่องการค้าของข้าแน่!”
เมื่อเห็นเวินเทียนเหล่ยร้อนใจจนเหงื่อตก ในที่สุดหลี่เยว่หานก็ทนต่อไปไม่ไหว จึงก้าวออกไปแสดงความเคารพในแบบชาวต่างชาติกับเวินเทียนเหล่ย “นายน้อยเวินจำข้าไม่ได้จริง ๆ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคย เวินเทียนเหล่ยก็เบิกตากว้าง มองพิจารณาหลี่เยว่หานครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเห็นว่าเมิ่งฉีฮ่วนเหมือนจะไม่พอใจ จึงพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “ท่าน ท่านคือฮูหยินเมิ่ง? คือ…ฮูหยินเมิ่ง หลี่เยว่หาน?”
“ข้า