เอง” หลี่เยว่หานยิ้มรับ
“แตกต่างกันเกินไป…ไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ เจ้าปลดผ้าคลุมหน้าออกให้ข้าดูซะ!” เวินเทียนเหล่ยจ้องมองหลี่เยว่หานอย่างไม่เชื่อสายตา
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงมองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนอย่างลำบากใจ ก่อนจะปลดผ้าคลุมหน้าออก
เวินเทียนเหล่ยมองซ้ายทีขวาทีอยู่นาน ในที่สุดเมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นหลี่เยว่หานจริง ๆ จึงตบต้นขาของตนทันที “สวรรค์! ทักษะการปลอมตัวของฮูหยินเมิ่งนั้นไม่เป็นสองรองใครจริง ๆ! หากไม่ใช่เพราะลักษณะใบหน้าที่คุ้นเคยที่พอจะมองออกได้ ข้าคงจะไม่คิดว่าเป็นท่านจริง ๆ!”
เวินเทียนเหล่ยพูดพลางเชื้อเชิญสองสามีภรรยาไปนั่งยังโต๊ะน้ำชา หลังจากรินชาใส่จอกให้พวกเขาแล้ว จึงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “สหายเมิ่งท่านก็เช่นกัน เหตุใดจึงทำให้ข้าตกใจเช่นนี้ ไม่รู้หรือว่าข้าขี้กลัวเพียงใด ไม่เหมาะกับเรื่องน่าตกใจเช่นนี้!”
“จะว่าอย่างไรล่ะ ในการทำกิจการนั้นจะต้องมีจิตใจที่แน่วแน่” หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนยกจอกชาขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ก็วางจอกชาลงพลันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าหากสหายเวินรับมือกับเล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ได้ ถ้าหากกิจการเกิดล้มเหลว อาจจะเจ็บปวดยิ่งกว่า”
เมื่อถูกเมิ่งฉีฮ่วนพูดเช่นนี้ เวินเทียนเหล่ยก็รู้สึกว่ามีเหตุผลเช่นกัน เขาตบโต๊ะยกจอกชาขึ้น ยื่นไปยั่งเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานพลางพูด “วันนี้เป็นเพราะข้ามีตาแต่หามีแววไม่ จึงจำฮูหยินเมิ่งไม่ได้ และยังใจร้อนไม่เชื่อใจสหายเมิ่ง