ี่!”
“เป็นสาวเป็นนาง ฉิบหายอะไรกัน อย่าพูดคำหยาบ” เมิ่งฉีฮ่วนตีกระหม่อมนางทั้งฉุนทั้งขัน เป็นเหตุให้หลี่เยว่หานเจ็บจนมองค้อนเขาด้วยความโมโห
“ท่านตีข้าทำไม! ตอนนี้ข้าเป็นคุณหนูคนเล็กของตระกูลหลิ่วแล้วนะ ระวังข้าจะไปฟ้องท่าน!” หลี่เยว่หานแสร้งวางท่า
“งั้นรึ? เจ้าน่ะหรือจะไป?” เมิ่งฉีฮ่วนเข้าใจนางอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาเปิดฝาตะกร้าของว่างที่ตระกูลหลิ่วให้พวกเขามาแล้วหยิบขนมกุ้ยฮวาชิ้นหนึ่งขึ้นมาใส่ปากหลี่เยว่หาน “ลองชิมดูสิ”
หลี่เยว่หานตั้งท่าจะวางอำนาจบาตรใหญ่สักยก แต่กลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนยัดของว่างใส่ปาก ยังไม่ทันได้พูดอะไร กลิ่นหอมของดอกกุ้ยก็แผ่ซ่านอยู่ในปาก อร่อยจนหญิงสาวพยักหน้าติด ๆ กัน จึงวางเครื่องประดับทองคำลงข้าง ๆ แล้วหันไปยื้อแย่งของว่างในตะกร้ากับเมิ่งฉีฮ่วน “ข้าจะเอาอีก!”
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มพลางส่งตะกร้าไปให้ถึงตรงหน้านางอย่างรักใคร่ตามใจ “เจ้ากินช้าหน่อย ข้าไม่แย่งเจ้าหรอก เดี๋ยวจะติดคอ”
“อืม อืม!” หลี่เยว่หานหาได้ฟังเข้าหู เธอก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว
เมิ่งฉีฮ่วนได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจนใจ แล้วส่งกาน้ำมาให้ “เจ้าไปพูดกับนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วอย่างไร เขาถึงยอมรับเจ้าเป็นหลานสาว”
“ง่ายจะตายไป” หลี่เยว่หานพูดด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “ข้าเริ่มจากพูดให้เขานึกทบทวนว่ากว่าแม่ข้าจะช่วยชีวิตเขาได้ต้องลำบากขนาดไหน แล้วให้เขาย้อนนึกว่าตอนที่รับปากท่านแม่ข้าเรื่องมงคลของข้ากับหล