ช่ในบ่อเกรอะใต้ห้องปลดทุกข์ให้หนำใจหรอกนะ!”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ดึงตัวเมิ่งฉีฮ่วนที่อมยิ้มอยู่ข้าง ๆ เดินฝ่าฝูงชนกลับบ้านไป
หลี่เยว่หานตีหน้าเย็นชามาตลอดทาง เมิ่งฉีฮ่วนอยากพูดอะไร แต่ก็ถูกหลิงซีคอยห้ามเอาไว้
ตอนที่พวกเขากลับมาถึงหน้าประตูเรือน มู่ชวนก็เลิกเรียนกลับมาถึงพอดี
ตอนเห็นหลี่เยว่หานมีสีหน้าขุ่นเคืองและเมิ่งฉีฮ่วนที่ทำท่ากลั้นยิ้มเดินกลับมา มู่ชวนก็อึ้งไป “อาเมิ่ง พี่สาว พวกท่านเป็นอะไรไป?”
“ต่อไปห้ามเรียกว่าพี่สาว จำไว้ว่าต้องเรียกว่าอาหญิง” เมิ่งฉีฮ่วนบอก แล้ววางหลิงซีลงข้าง ๆ มู่ชวน ล้วงเอากุญแจจากในอกเสื้อออกมาเปิดประตูเรือน
หลี่เยว่หานถูกคำพูดของเขาทำให้หน้าแดง แต่ก็ติดตรงที่ตอนนี้มีคนจำนวนมากกำลังมองอยู่ จึงไม่ได้อธิบาย พอประตูเปิดออก เธอก็พุ่งเข้าไปเป็นคนแรก
หญิงสาวเพิ่งนึกออกยามนี้เองว่าตนเองตุ๋นพะโล้ไว้บนเตา ไม่รู้ว่าถึงตอนนี้ตุ๋นจนแห้งไปแล้วหรือยัง…
หลี่เยว่หานเข้าไปในครัวแล้วเปิดฝาหม้อออกดู ค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยังดียังดี หมูพะโล้ยังดีอยู่
หมูตุ๋นพะโล้วันนี้เธอใช้โป๊ยกั๊ก ใบกระวาน อบเชย ยี่หร่าป่าและเครื่องเทศอื่น ๆ รวมเกือบสิบชนิดเชียวนะ ถ้าการตุ๋นพะโล้ครั้งนี้ทำออกมามีรสชาติไม่เพี้ยนจนเกินไป เธอก็จะพิจารณาการทำหมูตุ๋นพะโล้ครั้งต่อไปรวมถึงย้ายต้นเครื่องเทศเหล่านี้มาปลูกที่เรือน
เครื่องเทศนอกจากสามารถนำมาทำอาหารแล้ว ยังสามารถใช้เป็นยาได้อีกด้วย หากนำมาทำถ