รับอนุญาตให้ขายสุราโดยไม่ได้รับคำสั่งจากพ่อค้าสุรา ดังนั้นข้าจึงต้องทำอย่างอื่นเพื่อขาย”
“เกี่ยวอันใดกับข้าวเก่ายี่สิบชั่ง?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดอย่างหดหู่
“แน่นอนว่ามีความเกี่ยวข้องบางอย่าง ข้ายังคงต้องพึ่งข้าวเก่าจำนวนยี่สิบชั่งเพื่อกลั่นเป็นยีสต์หมัก” ขณะที่พูด หลี่เยว่หานก็เปิดถุงยีสต์กลั่นซึ่งเมิ่งฉีฮ่วนไม่รู้ว่านางทำมันขึ้นเมื่อไหร่ แล้วเทลงไปในถุงที่ใส่ผงละเอียดไว้
“เจ้าเทอะไรลงไป” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกงุนงง
“มันคือของที่ทำมาจากผักไผ่น้ำ ใบกระวานและใบส้ม” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างมั่นใจ “มันสายเกินไปแล้วที่จะนึ่งข้าวเก่าเหล่านี้ทั้งหมด ดังนั้น กระบวนการทำยีสต์หมักจะใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย จึงผสมกับเครื่องปรุงรสเหล่านี้ก่อน พอกลับถึงบ้านแล้วค่อยนำไปนึ่งทันที ทิ้งไว้หนึ่งหรือสองวันก็จะสามารถผลิตยีสต์หมักได้”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เยว่หานพูดเลย แต่เขาเชื่อว่าหลี่เยว่หานจะไม่เล่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ถามอะไรอีก หลังจากขนของทั้งหมดใส่รถม้าแล้ว รถม้าก็แล่นออกจากเมืองหลิวชิงผ่านหมอกยามเช้าไป
ทันทีที่พวกเขาออกจากประตูเมือง ข่าวก็ไปถึงหูของเวินเทียนเหล่ย
ในมุมมองของเวินเทียนเหล่ย หลี่เยว่หานที่สามารถพูดภาษาคนเถื่อนได้นั้นเป็นดังสมบัติล้ำค่า เขาสงสัยนักว่าบุรุษกับสตรีคู่นี้หน้าตาเป็นเช่นไร ดังนั้นหลังจากจัดการเรื่องที่บ้านเวินเรียบร้อย เขาก็ออกจากเมืองหลิวชิงไป
หลังจากเดินทา