งยาวนานมาทั้งวัน ในที่สุด เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานก็กลับมาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นในตอนค่ำ
เนื่องจากมืดแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะไปรับเด็กทั้งสองกลับบ้านในวันพรุ่งนี้
แม้ว่าจะเหนื่อยแทบตาย แต่หลี่เยว่หานยังสั่งให้เมิ่งฉีฮ่วนเทข้าวเก่าที่ถูกกระแทกมาตลอดทางลงในหม้อนึ่ง จากนั้นก็จุดไฟและเริ่มนึ่งข้าวเก่า
“เจ้าไม่เหนื่อยหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนถามขณะหาว
โดยไม่คาดคิด ใบหน้าของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยพลังราวกับว่าเธอถูกฉีดด้วยเลือดไก่
หญิงสาวแบ่งเมล็ดพืชทั้งห้าห่อออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งแช่ในน้ำหมดแล้ว ครึ่งชั่วยามก็หยิบขึ้นมาแล้วเอาผ้าห่อข้าวปิดไว้ ส่วนที่สองถูกคลุมด้วยผ้าคลุมที่ชุ่มน้ำ และส่วนที่สามถูกโยนลงไปในดินในสวนหลังบ้าน
“เจ้าแน่ใจหรือว่ามันจะรอด?” เมิ่งฉีฮ่วนมองไปที่หลี่เยว่หานโดยไม่พูดอะไร
“แน่นอน!” หลี่เยว่หานไม่มีเวลาคุยกับเมิ่งฉีฮ่วน เธอหันกลับไปเหมือนลูกข่างหมุนอันเล็ก ๆ จนกระทั่งกลางดึก เมื่อหลี่เยว่หาน เห็นว่าข้าวนึ่งเสร็จแล้ว เธอจึงขอให้เมิ่งฉีฮ่วนช่วยเอาข้าวห่อด้วยผ้าข้าวตอกแล้วยัดใส่ถังใบใหญ่ ก่อนจะหยุดทุกอย่างราวกับหมดเรี่ยวแรงไปแล้ว
“เจ้าจะทำอะไร?” ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็อดไม่ได้ที่จะถาม
“ข้าจะทำของดอง” หลี่เยว่หานมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนด้วยรอยยิ้ม “ข้าวเก่าใช้ทำน้ำส้มสายชูข้าว เมื่อหมักน้ำส้มสายชูข้าวสำเร็จแล้ว ข้าจึงจะสามารถทำของดองได้มากขึ้น”
เมื่อได้