ลับใหลอยู่ขึ้นมา และเดินออกจากห้องของหลิงซีไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา
“อาเมิ่ง…” เมื่อออกมาจากห้องของหลิงซี เมิ่งฉีฮ่วนก็ถูกมู่ชวนที่รู้สึกเป็นห่วงเช่นกันขวางทางเอาไว้
“ชู่ว…” เมิ่งฉีฮ่วนรีบส่งสัญญาณให้มู่ชวนเงียบลง จากนั้นจึงค่อย ๆ ย่องเดินเพื่อพาหลี่เยว่หานกลับไปยังห้องของนาง หลังจากช่วยถอดเสื้อคลุมและรองเท้า และห่มผ้าให้นางแล้ว ชายหนุ่มก็เดินออกจากห้องของหลี่เยว่หานไปอย่างเงียบ ๆ
มู่ชวนรออยู่หน้าประตูด้วยความกังวลใจ
“หลิงซีไม่เป็นอะไรแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางลูบหัวมู่ชวน “พี่สาวหลี่ของเจ้าเก่งยิ่งนัก เพียงแค่คืนเดียว หลิงซีก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”
เมื่อได้ยินคำยืนยันของอาเมิ่ง มู่ชวนถึงรู้สึกโล่งใจ “เช่นนั้นก็ดี แต่ไม่รู้ว่าหลิงซีจะป่วยเช่นนี้อีกสักกี่ครั้ง ข้ากลัวเหลือเกิน”
“ไม่ต้องกลัว” เมิ่งฉีฮ่วนโน้มตัวลงไปอุ้มมู่ชวนขึ้นมา “เจ้าเป็นญาติเพียงคนเดียวของหลิงซี ถ้าหากเจ้าไม่มีความกล้าหาญ หลิงซีจะพึ่งพาใครกัน? ถึงแม้ข้าจะรับปากพ่อของเจ้าไว้แล้วว่าจะดูแลพวกเจ้าทั้งสองอย่างดี แต่ถ้าหากวันหนึ่งคนเหล่านั้นตามหาหมู่บ้านไป๋อวิ๋นพบ ข้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา”
เมื่อได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนพูดถึงพ่อขึ้นมา ดวงตาของมู่ชวนก็หรี่ลง “อาเมิ่ง พวกเราสามารถซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นไปตลอดชีวิตได้หรือไม่?”
“ไม่ได้” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับเพียงสั้น ๆ “ดังนั้น ก่อนที่พวกเขาจะตามหาพบ มู่ชวนเจ้าต้องรีบเติบโตขึ้น เช่นนี้พ