่งลงตรงข้ามนางเช่นกัน เขากินโจ๊กเงียบ ๆ โดยไม่กล้ามีท่าทีใด ๆ
ข้างนอก หวังเฟิ่งยังคงสาปแช่งเสียงดัง หลี่เยว่หานไม่ต้องการจะไปสนใจ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่กล้าไปกระตุ้นหลี่เยว่หานในเวลานี้
ขณะที่ทานอาหารอยู่ หลี่เยว่หานก็คิดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดยามนี้ก็คือส่งหวังเฟิ่งออกไป
แต่ถ้าหวังเฟิ่งจากไป เมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นคนตัดสินใจว่าบ้านหลี่ได้ติดหนี้อะไรหรือไม่
ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงไม่ได้ตั้งใจให้หวังเฟิ่งจากไปเร็ว ๆ นี้
และแล้วมื้ออาหารจบลงภายใต้สถานการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้
เมิ่งฉีฮ่วนหยิบชามเปล่าออกมาอย่างสุภาพ เขาล้างและเช็ดจนชามแห้ง ก่อนวางซ้อนกันไว้อย่างเรียบร้อย
เขาคิดว่าตนจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากหลี่เยว่หาน แต่ในมุมมองของหลี่เยว่หาน ยิ่งเมิ่งฉีฮ่วนเอาใจใส่มากเท่าไหร่ ก็ยิ้งมีแรงจูงใจซ่อนเร้นอยู่ในใจของเขามากขึ้นเท่านั้น
หลังจากเกลี้ยกล่อมหลิงซีให้หลับและปล่อยให้มู่ชวนดูนาง หลี่เยว่หานก็ส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
“บอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจ “เอาล่ะ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง แต่เจ้าต้องจำไว้ว่าเจ้าเพิ่งสัญญากับหลิงซีไป เจ้าไม่อาจหลอกลวงเด็ก ๆ ได้”
“ท่านยังจะพูดเรื่องไร้สาระอยู่อีกหรือ?” หลี่เยว่หานจ้องเขม็ง “เช่นนั้นข้าไปดึงหวังเฟิ่งมาเผชิญหน้ากับท่านเป็นอย่างไร?”
“อย่า อย่า” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกสันหลังหวะจึง