้าคือแม่ยายของเจ้านะ! แม่ยายน่ะรู้จักไหม?”
“น้ำเต้าผุดขึ้นมาจากดินก็นับเป็นแม่ยายของข้า?” เมิ่งฉีฮ่วนถูกหวังเฟิ่งทำให้โมโหจนต้องหัวเราะออกมา “มียางอายบ้างหรือไม่?”
“คนรุ่นหลังอย่างเจ้าเหตุใดสามหาวเช่นนี้!” หวังเฟิ่งสวมบทญาติผู้ใหญ่โดยไม่มีทีท่าว่าจะถอดออกง่าย ๆ “ถึงข้าจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของหลี่เยว่หาน แต่ก็เป็นแม่เลี้ยงที่เลี้ยงดูนางมาสิบกว่าปี ทำไม แม่เลี้ยงไม่ใช่แม่งั้นเรอะ? คนพูดกันว่าบุญคุณที่เลี้ยงดูนั้นยิ่งใหญ่ พวกเจ้าอย่ามาทำตัวเนรคุณเชียวนะ!”
เมิ่งฉีฮ่วนมองหลี่เยว่หานที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงประตูห้องครัวแวบหนึ่ง ชั่วขณะนั้นกลับรู้สึกสงสารหญิงสาวผู้นี้
ไม่รู้ว่านางผ่านสิบกว่าปีนี้มาได้อย่างไร มาเจอมารดาบุญธรรมที่ผิดผู้ผิดคนเช่นนี้ ทั้งยังมีบิดาที่ไม่รู้อะไรสักอย่างและไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง นางต้องได้รับความอยุติธรรมมามากมายเพียงใด
“จะบุญคุณที่ให้กำเนิดหรือบุญคุณที่ชุบเลี้ยงมา ล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า” เมิ่งฉีฮ่วนมีท่าทีเย็นชากว่าเดิม “เลือกเอาว่าท่านจะกลับไปหมู่บ้านเฮยถู่แต่โดยดีหรือจะให้ข้าพาท่านไป ‘ส่ง’ ที่พรรคมัจฉามังกร”
ได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงพรรคมัจฉามังกร สีหน้าของหวังเฟิ่งก็แข็งค้างไปเล็กน้อย แต่ยังฝืนกล่าวต่อไปว่า “อย่าคิดว่าข้าจะกลัวนะ! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพรรคมังจฉามังกรสนใจเรื่องของชาวบ้านด้วย!”
หลี่เยว่หานยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงง พรรคมัจฉามังกรอะไรกัน