เข้ามาข้างในแล้วทำท่าจะปิดประตู
“ใครก็ได้ เจ้าข้าเอ๊ย! พอลูกสาวออกเรือนก็ไม่รู้จักแม่แท้ ๆ อีกแล้ว!” หวังเฟิ่งเห็นหลี่เยว่หานจะปิดประตูก็ทรุดตัวนั่งลงตรงหน้าประตูร่ำไห้โวยวายทันที
หลี่เยว่หานได้ยินเสียงแหลมสูงของนางแล้วก็หงุดหงิด ขณะกำลังจะใช้เท้าเขี่ยนางออกไป เมิ่งฉีฮ่วนก็คว้าแขนนางเอาไว้
“ปล่อยให้นางโวยวายต่อไปแบบนี้ไม่ดีต่อชื่อเสียงของเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนพูดกับหลี่เยว่หานเสียงเบา “ให้นางเข้ามา ดูว่านางอยากทำอะไร”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่ค่อยจะพอใจ หมุนกายเดินกลับเข้าไปในเรือนโดยไม่สนใจหวังเฟิ่งที่คร่ำครวญโดยไร้น้ำตาอยู่บนพื้น
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามหลังนางพลางนึกสงสารอยู่หลายส่วน พอเห็นหวังเฟิ่งที่คืบคลานขึ้นมาจากพื้น แววตาฉายรอยรังเกียจอยู่รำไร
“เข้ามาเถอะ อย่ามาโหยหวนอยู่หน้าบ้านพวกข้า” เมิ่งฉีฮ่วนว่าแล้วก็เดินเข้าไปในเรือน
หวังเฟิ่งได้ยินอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมาจากพื้น ปัดก้นแล้วตามเมิ่งฉีฮ่วนเดินเข้าเรือนมาทันที
ทุกคนเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้วก็ต่างแยกย้าย
หวังเฟิ่งตามเข้ามาแล้วก็ได้กลิ่นหอมของโจ๊กข้าวโพดฟักทอง นางหิวจนกลืนน้ำลาย
“ทำอะไรกินกันหรือ ข้าหิวอยู่พอดี รีบตักใส่ชามมาให้ข้าเร็วเข้า” หวังเฟิ่งหาได้เกรงใจ เข้ามาได้ก็ชี้นิ้วสั่ง
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนใช้สายตาประหนึ่งมองคนโง่จ้องนาง “ท่านคิดจะทำอะไร?”
“ข้าคิดจะทำอะไรอันใดกัน ข้าหิวแล้ว!” หวังเฟิ่งกล่าวเสียงแข็ง “ข