เปิดประตูให้แน่ะ!”
หลี่เยว่หานได้ยินอย่างนั้นก็อดจะขมวดคิ้วไม่ได้ “ปกติเขาไม่กลับมาตอนกลางวันนี่นา ทำไมวันนี้จู่ ๆ ก็กลับมาเล่า?”
หรือเขาได้ยินเรื่องหวังเฟิ่งก็เลยกลับมาก่อนเวลา?
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด คิดถึงตรงนี้หลี่เยว่หานกลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา
“บางครั้งอาเมิ่งก็ออกไปเตร็ดเตร่บนเขาตั้งแต่เช้าตรู่ ถ้าล่าอะไรไม่ได้ ตอนเที่ยงก็กลับมาแล้วขอรับ” มู่ชวนตั้งใจกินโจ๊กตรงหน้าพลางอธิบาย
ได้ยินอย่างนั้น หลี่เยว่หานก็เม้มปาก วางตะเกียบลงแล้วเดินออกไปจากห้องครัว
ตอนที่ประตูเรือนเปิดออก เมิ่งฉีฮ่วนกำลังยืนอยู่หน้าประตู
หวังเฟิ่งที่ถูกเขาบังเอาไว้เบื้องหลังเขย่งเท้าเห็นว่าประตูเปิดแล้วก็ก้มตัวมุดมาถึงตรงหน้าหลี่เยว่หานแล้วด่ากราด “นางเด็กน่าตายคนนี้! แม่เจ้าเรียกตั้งนานแล้วกลับแสร้งหูหนวกเป็นใบ้ทำเหมือนไม่ได้ยินอย่างนั้นเรอะ?”
“ประทานโทษ แม่ข้าตายไปสิบกว่าปีแล้ว ต่อให้ลุกขึ้นมาได้ก็เหลือแค่โครงกระดูก ท่านไม่ใช่แม่ข้า” หลี่เยว่หานไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้หวังเฟิ่งแม้แต่น้อย ตอนอยู่บ้านสกุลหลี่เธอกับอีกฝ่ายเปรียบเสมือนน้ำกับไฟ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านสกุลหลี่อีกแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“ถุย! นังเด็กคนนี้พูดอะไรเหลวไหล!” หวังเฟิ่งถลึงตาด่าคน “แม่เลี้ยงยังไม่ใช่แม่อีกหรือไร!”
“ทำไม ท่านยังหวังว่าข้าจะซาบซึ้งในบุญคุณที่ท่านทารุณข้ามาสิบกว่าปีงั้นเรอะ?” หลี่เยว่หานมองหวังเฟิ่งด้วยสายตาเย็นชา ดึงเมิ่งฉีฮ่วน