นตระหนกเล็กน้อย “อย่าร้องไห้… ฮือ ๆๆ …”
เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กหญิงตัวน้อย หลี่เยว่หานก็รีบเช็ดน้ำตาและนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้านาง ก่อนแขวนลูกหมูไม้ไว้รอบคอของหลิงซี จากนั้นหนุนไหล่ของนางและถามว่า “หลิงซีตัวน้อยเชื่อฟังมากที่สุดใช่หรือไม่?”
“ฮือ… ใช่…” หลิงซีพยักหน้าอย่างแรงขณะร้องไห้
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราจะไปผจญภัยบนภูเขากันแล้ว เด็กขี้แยจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไป ดังนั้นตอนนี้หลิงซีหยุดร้องไห้ได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานเกลี้ยกล่อมหลิงซีด้วยความอดทนเหมือนกับครูของเด็กอนุบาล
“วู้…ข้าจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว…” หลิงซีตอบขณะสะอื้นต่ออยู่ครู่หนึ่ง แต่นางก็ไม่ร้องไห้แล้วจริง ๆ
เมื่อเห็นดวงตาสีแดงของหลิงซี หลี่เยว่หานก็อดยิ้มไม่ได้ “ไปผจญภัยบนภูเขากับพี่สาวกันเถอะ!”
“ไปกัน!” เสียงร้องดังก้องที่ประตูสถานศึกษา หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีตัวน้อยขึ้นแล้วถือตระกร้ากลับบ้าน ก่อนจะขึ้นไปบนภูเขาอย่างมีความสุข
ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เธอไม่สามารถเร่งหาเงินได้ หนี้ที่มากเกินไปทำอะไรเธอไม่ได้ ยังไงซะ เธอก็ไม่อาจจ่ายเงินให้เมิ่งฉีฮ่วนไปได้สักพักอยู่แล้ว ดังนั้น หลี่เย่วหานจึงใคร่ควรว่าเธอควรทำอย่างไรเพื่อหาเงินดี
วิชาเอกในมหาวิทยาลัยของเธอ คือคลีนิกเวชกรรมกับเกษตรกรรมเละวนศาสตร์ ในสมัยโบราณเมื่อเงื่อนไขทางการแพทย์ลำบากมาก หลี่เยว่หานไม่คิดว่าคลีนิกเวชกรรมจะมีประโยชน์ ในทางตรงกันข้า