้นจึงค่อยค้นห้องของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะพบเงินที่นางหยิบยืมมาก็เป็นได้!”
หลี่หรงหรงฟังคำพูดของหวังเฟิ่งก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงพยักหน้ารับทันทีพลางพูดขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ ข้าจะออกไปก่อน!”
“ดี จำไว้ว่าแสดงให้แนบเนียนเสียหน่อย!” หวังเฟิ่งย้ำเตือน
หลี่หรงหรงพยักหน้ารับ ลุกขึ้นและเปิดประตูห้องออกไป ก่อนที่นางจะรีบวิ่งไปหาหลี่ต้าเฉิงที่กำลังร้องขอชีวิตกับเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ในสวน ด้วยใบที่หน้าอาบไปด้วยคราบน้ำตาพลางพูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านพี่ยังมีชีวิตอยู่! ท่านพี่หายใจแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงแต่หลี่ต้าเฉิง แม้แต่ผู้คนที่ดูเรื่องสนุกอยู่รอบ ๆ ต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา
เมื่อครู่พูดว่าร่างกายเย็นเฉียบไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดตอนนี้จึงมีลมหายใจอีกครั้งเสียแล้ว?
“หญิงอัปลักษณ์ เจ้ากับแม่ของเจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?” ชายหน้าบากเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมา “เมื่อครู่แม่ของเจ้าบอกว่าร่างกายเย็นเฉียบแล้ว ตอนนี้กลับบอกว่าหายใจแล้ว?”
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ” หลี่หรงหรงพูดพลางร้องไห้สะอื้น “พี่สาวเสียสติ เดิมทีก็มักจะเจ็บป่วยฉับพลันขึ้นมาได้ง่าย ท่านพ่อกับท่านแม่กังวลเรื่องพี่สาวอยู่ตลอด ตอนรุ่งเช้าก่อนที่พวกเราเดินทางออกจากบ้านจึงได้ให้นางดื่มน้ำแกงโสมเข้าไป อาจเป็นเพราะน้ำแกงที่ปลิดชีวิตของนางก็ได้! ท่านพ่อ! ท่านพี่ยังมีลมหายใจอยู่!”
หลี่ต้าเฉิงตกตะลึงขึ้นมาทันที
น้ำแกงโสม? ครอบครัวพวกเขาจะมีเงินไปซ