แค่ใช้คำว่าอืมมาตอบจะเอ่ยคำพูดนี้ออกมา หรือว่านางมีใจให้ตนเอง เรื่อ องนี้มีหวังแล้ว
แต่คาดไม่ถึงว่าหวาหวั่นซีจะเอ่ยต่อ “ตอนนั้นข้าก็ดึงพลังหยางเสริมพลังหยิน ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่าเคล็ดวิชาและการกระทำของสหายเซียนเหรินมีอะไรไม่ถูกต้อง แต่คิดไม่ถึงว่าคืนหน นึ่งสหายเซียนเหรินจะดึงพลังได้แค่ยี่สิบคน เคล็ดวิชามีปัญหาหรือไม่?”
“…!” นอกจากสะท้านสะเทือนแล้ว เหรินเซวียนจือก็พูดอะไรไม่ออก ส่วนหวาหวั่นซียังมีสีหน้าคิดจะถกเรื่องเคล็ดวิชากับเขา จึงเอ่ยอย่างห่วงใยว่า “สหายเซียนเหริน ถ้าทำได้มาประลอ องฝีมือกันดีหรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจเพิ่มประสิทธิภาพการดึงพลังหยินของเจ้าเป็นคืนหนึ่งห้าสิบคน”
“วันหลังเถอะ วันหลังค่อยว่ากัน…” ยามนี้เหรินเซวียนจือมีความรู้สึกหลากหลายสับสนปนเป นี่มันเรื่องอะไรกัน! อีกฝ่ายถึงกับฝึกเคล็ดวิชาดึงพลังหยางเสริมพลังหยิน เห็นท่าทางจร ริงจังของนาง ไม่เหมือนกำลังล้อข้าเล่น
จินเฟยเหยาก็ตกใจไม่เบา หวนนึกอย่างละเอียด ตอนอยู่ที่คฤหาสน์กุ่ยเม่ยก็ไม่เคยเห็นนางดึงพลัง ไม่ถูกสิ ตอนนั้นสู้กันจนกลายเป็นแบบนั้น ใครจะมีเวลาว่างมาดึงพลัง
“เจ้าพูดจริงหรือ” จินเฟยเหยาเอ่ยถามอย่างตะลึงงัน
ส่วนหวาหวั