าแล้วเอ่ยเรียบๆ เห็นในที่สุดเขาก็ไม่ได้เผยใบหน้าที่มีรอยยิ้มจอมปลอมล่อลวงสตรี
จินเฟยเหยาจึงเอ่ยยิ้มๆ “เรื่องอะไร”
เหรินเซวียนจือไม่เอ่ยวาจา เพียงมองหวาหวั่นซีทางด้านข้าง ความหมายคือคิดจะพูดคุยกับนางตามลำพัง แต่จินเฟยเหยากลับเอ่ยตรงๆ ว่า “ไม่ต้องหลบเลี่ยงนาง นางสามารถรู้เรื่องของข้าได้ทุกอย่าง เจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงๆ”
เหรินเซวียนจื่อจึงนั่งลงในศาลาริมน้ำ ครุ่นคิดว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี เขายังเอ่ยไม่เอ่ยปากก็ได้ยินจินเฟยเหยาเอ่ยอย่างเบิกบาน “ท่าทางเจ้าจะฟื้นตัวได้ดี ทั้งยังเป็นฝ่ายมาหาข้าที่นี่อีก พวกเรามาคุยธุระกันเถอะ”
“ใครเป็นฝ่ายมาหาเจ้า ข้าแค่มาที่นี่โดยบังเอิญ คิดไม่ถึงว่าเจ้าก็อยู่ด้วย” เหรินเซวียนจือมีโทสะในใจ ทั้งยังไม่ใช่โทสะเล็กน้อย หากมิใช่มีหวาหวั่นซีอยู่ตรงนี้ มีเพียงพวกเขาสองคนก็อาจจะสู้กันไปนานแล้ว
“ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าจึงโกรธเคืองข้า แต่พักเรื่องเล็กแบบนี้ไว้ก่อน ข้ามีธุระจะคุยด้วย” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างจริงจัง ถึงนางจะจริงจัง ทั้งยังมีท่าทางจริงใจ เหรินเซวียนจือกลับอยากจะด่าคนขึ้นมากะทันหัน อะไรเรียกว่าเรื่องเล็ก ตนเองถูกหยามเกียรติหนักขนาดนั้นถึงกับเป็นเรื่องเล็ก! ถ้าแบบนี้เร