นภูติได้หรือไม่?”
“จะสะกดความพลังอย่างไร? องค์ชายใหญ่ต้องไม่ยอมให้ข้าขึ้นเวทีด้วยพลังเต็มเปี่ยมแน่ ข้าไม่อยากถูกวาดคาถาบนหลังแล้วสุดท้ายกลายเป็นทาสของพวกเจ้า” จินเฟยเหยามองซูโม่โม่ ดูว่านางมีแผนการอย่างไร ถ้าต้องวาดคาถา ไม่เอาผลโสมแปดผลก็ได้
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็จับตัวราชันภูติมาให้ซูโม่โม่เด็ดผลโสมมาให้ ถ้าไม่ยอมเด็ดก็สังหารราชันภูติ แบบนี้ไม่เพียงได้ผลโสมแปดผล ทว่าได้ทั้งสิบหกผล
“นำกำไลวิเศษออกมาสวม จากนั้นอย่าใช้พลังวิญญาณตามใจชอบและแสร้งทำท่าสักหน่อย” ซูโม่โม่ไม่กล้าวาดคาถาให้นางจริงๆ ยั่วโทสะนางจนสังหารตนเองนั้นเรื่องเล็ก ช่วยราชันภูติออกมาไม่ได้จึงเป็นเรื่องใหญ่
“ไม่มีปัญหา เพียงแต่ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า เจ้ากับคนเผ่ามารผู้นั้นรักกันอย่างลึกซึ้งหรือ?” ในที่สุดจินเฟยเหยาก็ถามเรื่องที่สงสัยมาตลอด
ซูโม่โม่กลับส่ายศีรษะ “เขาไม่รู้ ทุกครั้งข้าล้วนไปนั่งมองเขาอยู่บนแท่นประลองไกลๆ เขาไม่รู้เลยว่าข้าคือใคร อาจจะไม่เคยสังเกตเลยด้วย ต่อให้รู้ว่าข้าเป็นใคร เขาก็ต้องแค้นข้าแน่ เนื่องจากข้าทำให้เขากลายเป็นทาสของราชวงศ์”
“รักซาดิสม์!” จินเฟยเหยามองนางอย่างหมดวาจา คนทั้งสองไม่เคยสนทนากัน คิดไม่ถึงว่