นคนทั้งสองจึงนั่งในศาลาหลิวเฟิงมองกลีบดอกไม้ถูกลมพัดพาไปอย่างต่อเนื่อง ต่างฝ่ายต่างเล่าเรื่องร้อยปีที่ผ่านมาของตนเอง จินเฟยเหยาตัดเรื่องเหรินเซวียนจือและกระจกสภาพโลกวิญญาณทิ้ง ส่วนเรื่องอื่นๆ เล่าออกมาหมด
เมื่อปู้จื้อโหยวได้ยินจินเฟยเหยาเล่าว่านางพบวงเวทส่งตัวที่ส่งตัวมายังโลกวิญญาณซิงหลัวอันนั้นโดยบังเอิญ จากนั้นก็ไม่ได้ซ่อนวงเวทส่งตัวไว้ เขาส่ายศีรษะอดคิดไม่ได้ ยายนี่โชคดีจริงๆ เรื่องที่กระทำไม่รู้จะบอกว่านางโง่หรือฉลาดดี
แต่เอ่ยถึงสำนักเทียนตี้แห่งเทือกเขาอูอวิ๋น ปู้จื้อโหยวนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “เจ้าทิ้งกบสีขาวฝูงใหญ่ไว้ที่เทือกเขาอูอวิ๋นใช่หรือไม่ แบบที่มีมุกล้ำค่าบนหัวชื่อว่าไท่จื่อโซ่ว”
จินเฟยเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย “ใช่ มีอะไรหรือ หรือว่าไท่จื่อโซ่วเหล่านั้นมีค่ายิ่ง?”
ถ้าถูกคนพบว่ามูลที่ไท่จื่อโซ่วถ่ายออกมาสามารถป้อนมดหนึ่งผลึกได้ คนของสำนักเทียนตี้ก็ได้เปรียบแล้ว สิ่งที่นางคิดได้ก่อนคือเรื่องนี้ ไท่จื่อโซ่วคือสัตว์ภูติที่สถานที่อื่นไม่มี
“มีค่าอะไรเล่า เจ้าทำร้ายคนจริงๆ” ปู้จื้อโหยวมองนางอย่างดูแคลน
“มีอะไรกันแน่?” จินเฟยเหยาไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ทำร้ายคนได้อย่างไร หรือว่