วหวั่นลืมตาขึ้นก็กอดรัดพั่งจื่อแล้วกัด กอดไปกัดไปบอกว่าท่านลุงพั่งจื่อรังแกนาง
พั่งจื่อไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น กลัวเพียงเสี่ยวหวั่นร่ำไห้อาละวาดกัดและข่วนจึงตกเป็นรองทันที สุดท้ายได้แต่เปลี่ยนเป็นสูงสองคนกว่า แบกเสี่ยวหวั่นไว้บนหลังหยอกล้อนางให้เบิกบานใจ
มองพวกมันหนึ่งร้องไห้สองอาละวาดสามเล่นสนุก จินเฟยเหยาก็ปวดศีรษะอดด่าทอในใจไม่ได้ เจ้าวิปริตกลุ่มนี้ไม่รู้เลยว่าตนเองเด่นสะดุดตาเพียงใด โดยเฉพาะเสี่ยวหวั่นที่นั่งอยู่บนหลังของพั่งจื่อตอนนี้เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะ ใบหน้าที่มีรอยยิ้มทั้งน้ำตาทำให้บรรดาผู้บำเพ็ญเซียนที่เดินผ่านมาหลงใหลจนวิญญาณหลุดลอย
“ทนพวกเจ้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ทั้งทะเลาะทั้งอาละวาด เดี๋ยวก็ตีกันเดี๋ยวก็หัวเราะ น่าหงุดหงิดแทบตาย” จินเฟยเหยานั่งอยู่ในศาลาหลิวเฟิง มองกลีบดอกไม้บนภูเขาถูกลมพัดร่วงหล่น จากนั้นหมุนอยู่หน้าศาลาหลิวเฟิงแล้วจึงลอยต่อไป
นางยื่นมือไปดูดกระดาษที่เปื้อนน้ำมันเต็มไปหมดบนพื้นกลับมาและด่าทออย่างดุร้าย “เจ้าบ้าพั่งจื่อ คิดไม่ถึงว่าจะนำข่าวสำคัญขนาดนี้ไปห่อตับปลาย่าง! เกือบจะทำร้ายข้าให้ตายแล้ว”
ข่าวบนนั้นสำคัญอย่างยิ่ง จะให้จินเฟยเหยาจะไม่มีโทสะได้อย่างไร