ี่ยมนักหรือไร ใครอยากจะกินท่าน”
จินเฟยเหยาพกพาความไม่พอใจเต็มท้อง เก็บของกลับตึกหลิงหลงของตนเอง
สีของท้องฟ้ามืดลง ทว่าตำหนักเซียวเทียนกลับยังมีแสงไฟสว่างจ้า
หลู่หงกวงยืนอย่างนอบน้อมอยู่ด้านข้าง คนที่นั่งบนตำแหน่งสูงคือฉือชางเจินเหรินผู้เป็นเจ้าสำนัก เขาขมวดคิ้วแน่น เคาะนิ้วบนเท้าแขนเก้าอี้เบาๆ อย่างต่อเนื่อง
ด้านล่างของเขายังมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ห้าหกคนนั่งอยู่ตรงนั้นมองดูฉือชางเจินเหรินเงียบๆ กลางดึกกลางดื่นไม่พักผ่อน มารวมตัวกันต้องไม่มีเรื่องดีงามอะไรแน่
“ทุกคนพูดมาหน่อย ต้องทำอย่างไรจึงสามารถกำจัดตัวหายนะได้” ครุ่นคิดอยู่นาน ฉือชางเจินเหรินก็ยังคิดหาวิธีไม่ได้
“สังหารทิ้ง?” หลู่หงกวงเสนอแนะอย่างอำมหิต
เขาก็ถูกฉือชางเจินเหรินใช้สายตาแหลมคมกวาดมองจนเป็นใบ้ทันที “เจ้าอยากให้จู๋ซวีอู๋บิดศีรษะเจ้าลงมาเป็นลูกบอลสินะ”
ผู้อาวุโสของตำหนักเล่ออี้ครุ่นคิด และเอ่ยอย่างช้าๆ “มิสู้ฉวยโอกาสที่ศิษย์น้องจู๋ยังไม่กลับมา ขับไล่นางไป”
“ขับไล่อย่างไร? ผู้อื่นเพิ่งทำความดี ตอนนี้จะใช้ข้ออ้างอะไรมาขับไล่นาง คงบอกไม่ได้ว่าเนื่องจากนางกินมากเกิน ดังนั้นจึงขับไล่นางไป โลกภายนอกไม่รู้ว่านางสามารถกินได้มากเพียงใด ถึงตอนนั้นคงบอกว่าขนาดคนเพียงคนเดียวสำนักตงอวี้หวงเราก็ยังเลี้ยงไม่ไหว อีกอย่างศิษย์น้องจู๋กลับมา เขาจะไม่อาละวาดหรือ?” ฉือชางเจินเหรินส่ายศีรษะ
“พวกเราสามารถโกหกได้ หาเรื่องให้นางช่วยเห