“เสี่ยวเหยามานี่หน่อย เจ้าดูให้ละเอียด นึกออกหรือไม่ว่าตอนนั้นเหตุใดเจ้าจึงหัวเราะ”
“ข้าไม่ดูหรอก ตาเฒ่าไม่เคารพตนเอง”
“มาสิ…”
“ไม่เอา!”
ในระหว่างที่ไป๋เจี่ยนจู๋กำลังจิตหลุด พลันรู้สึกว่าบนต้นขาเย็นๆ จึงได้สติกลับมาจากการตกตะลึงทันที เขาก้มหน้าลงมอง พบว่าจู๋ซวีอู๋กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างน้ำพุร้อนใช้มือข้างหนึ่งเลิกชายเสื้อชั้นในที่เขาคลุมไว้ลวกๆ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งพยายามลากจินเฟยเหยาคิดจะเรียกให้นางมาดู ทว่าจินเฟยเหยากลับแกะนิ้วของเขาออกอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถึงตายก็ไม่ยอมไป
“ซือจู่! คิดไม่ถึงว่าท่านจะใช้เสียงวิญญาณว่างเปล่ากับข้า!” ไป๋เจี่ยนจู๋เข้าใจทันที รู้ว่าเหตุใดเมื่อครู่จึงจิตหลุด เขาแค้นจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คิดไม่ถึงว่าซือจู่จะใช้เวทเสียงวิญญาณว่างเปล่าในคำพูด ทำให้จิตใจของตนเองเหม่อลอย ไร้สติไปชั่วขณะ
“อ๋า รู้สึกตัวเร็วขนาดนี้เชียว” จู๋ซวีอู๋ปล่อยชายเสื้อของเขาราวกับไม่มีอะไร ปัดๆ มือแล้วลุกขึ้นยืน ฉุดลากจินเฟยเหยามาบอกว่า “นี่คือศิษย์น้องเล็กของเจ้า ข้าบอกกับคนนอกว่านางเป็นบุตรสาวของข้า ต่อไปเจ้าต้องดูแลนางให้มาก ข้าเห็นว่าที่นี่ของเจ้าไม่เลว ต่อไปให้นางมาอาศัยอยู่ข้างๆ”
“ไม่เอา!” ไป๋เจี่ยนจู๋และจินเฟยเหยาตอบปฏิเสธในเวลาเดียวกัน
“ไม่ได้! ข้าบอกอาศัยอยู่ข้างๆ ก็ต้องอาศัยอยู่ข้างๆ ถ้าพวกเจ้าคิดว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือข้าได้ก็ลองดู” จู๋ซวีอู๋ตีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยอย่างเย็นชา
เข