งกระหยิ่มใจ “ภายใต้เนตรชิงหมิงของข้า เวทหลบซ่อนเล็กๆ เช่นนี้ก็เหมือนกับไร้ประโยชน์”
“ข้ามีธุระจริงๆ เป็นเด็กดี ไปเล่นตรงโน้นก่อน ท่านดูสิมีคนมากมาย อีกสักครู่ต้องมีเรื่องน่าสนุกให้ดูแน่ ตามข้ามาก็ไม่มีประโยชน์” จินเฟยเหยาหลอกเขาราวกับหลอกเด็ก คิดจะทำให้เขาจากไป
จู๋ซวีอู่ดึงสายรัดเอวของนางไม่ยอมปล่อย กำลังคิดจะพูดอะไรก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างเดือดดาลดังมากลางอากาศ “นางมาร ไสหัวออกมา!”
“หืม? คงไม่ได้ว่าข้าหรอกนะ” จินเฟยเหยาตะลึงงันเงยหน้าขึ้นมองกลางท้องนภา เพียงแค้นที่ต้นไม้ตรงนี้มีกิ่งและใบงอกงามบดบังสายตาไว้กว่าครึ่ง
“เร็ว! มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว” จู๋ซวีอู๋ยิ้มแย้มอย่างเริงร่า ดึงสายรัดเอวของจินเฟยเหยาฉุดลากนางมุดออกจากพุ่มไม้เหาะขึ้นกลางอากาศ
ในขณะที่พวกเขาสองคนอยู่ในพุ่มไม้ หวาหนานจื้อแห่งคฤหาสน์กุ่ยเม่ยก็พาคนกลุ่มหนึ่งเร่งรุดมาเช่นกัน ดูแล้วเขาอายุสามสิบกว่าปี ยังรักษาสุขภาพได้ไม่เลว นั่งอยู่บนสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณสีขาวขนาดยักษ์ คำรามใส่คฤหาสน์กุ่ยเม่ยด้วยท่าทางดุร้าย
จินเฟยเหยาเห็นข้างกายเขายังมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่สองคนที่เหมือนหิวโหยจนผ่ายผอม ด้านหลังยังมีคนติดตามหลายสิบคน ค่อยกวาดตามองผู้บำเพ็ญเซียนที่มารออยู่นานแล้ว คิดคำนวณดู เพียงผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ทั้งหมดก็มีไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน ยังไม่เอ่ยถึงผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมที่มากมายดุจขนวัวเหล่านั้น
นางไม่เข้าใจอย่า