งยินดียิ่ง “เป็นความคิดที่ดี ให้พวกเขาร้องตะโกนอยู่ข้างนอก พวกเราเข้าไปกวาดก่อน เจ้าว่ามา พวกเราจะเข้าไปอย่างไร?”
“เข้าไปอย่างไร? แน่นอนว่ากระโดดเข้าไปทางกำแพง” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างไม่เห็นว่าแปลกประหลาด
“บนกำแพงไม่มีการป้องกัน?”
“มีการป้องกัน?”
“ข้าไม่รู้ว่ามีการป้องกันหรือไม่ แต่คนเหล่านั้นยืนอยู่ข้างนอกทั้งหมด ไม่มีใครเข้าใกล้”
“ถึงอย่างไรข้าขึ้นไปแล้วไม่พบว่ามีการป้องกัน ถ้าอย่างไรท่านขึ้นไปลองดู”
“ข้าให้เด็กน้อยไปเป็นแนวหน้า เจ้าไปสิ ข้าจะคุ้มครองเจ้า”
“หน้าไม่อายจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะให้สตรีที่มีพลังการบำเพ็ญเพียรต่ำกว่าอยู่ข้างหน้า”
“ก็ได้ พวกเราสองคนไปพร้อมกัน”
ผ่านการหารือรอบหนึ่ง คนทั้งสองก็เห็นพ้องต้องกัน จินเฟยเหยาสละยันต์ซ่อนกายใบหนึ่งให้เขา คนทั้งสองจูงมือกันแอบเข้าไป
จินเฟยเหยาไม่อยากจูงมือกับเขา แต่จู๋ซวีอู๋กลัวว่านางจะหนีไปดังนั้นจึงจับมือนางไว้ตลอดเวลา หากมิใช่มียันต์ซ่อนกายอยู่ ยังนึกว่าพี่สาวพาน้องชายไปเดินเล่นแล้วกลัวว่าจะพลัดหลงดังนั้นจึงจับมือกัน
เวลานี้เมืองภายใต้คฤหาสน์กุ่ยเม่ยไม่มีเงาร่างใครสักคน ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเกรงกลัวอะไรจึงหยุดอยู่รอบนอก ส่วนหวาหนานจื้อยังตะโกนว่านางมารครั้งแล้วครั้งเล่า พูดอยู่นานก็ไม่มีความคิดใหม่ๆ เลย ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือ
ทั้งสองคนมาถึงข้างกำแพงอย่างราบรื่น จู๋ซวีอู่กำลังคิดจะเหินข้ามกำแพง ก็ถูกจินเฟยเหยาดึงไว้ จินเฟ