“ผู้อาวุโส พวกเราชมเรื่องสนุกจบแล้วค่อยว่ากัน” จินเฟยเหยามีสีหน้าช่วยไม่ได้ เอ่ยอย่างไม่ยินยอม
เห็นจินเฟยเหยานั่งทำสีหน้าขมขื่นอยู่ตรงนั้น อาหารก็ไม่กิน ข้างตัวยังมีกบเล็กๆ สองตัวนั่งอยู่ เบิกตาโตมองดูเขา “เจ้าไม่ต้องทำหน้าอมทุกข์ขมวดคิ้ว โรงอาหารที่ข้าเอ่ยถึงมีจริงๆ ข้าไม่ได้มีความคิดจะทำร้ายเจ้าเสียหน่อย ไปกินในสำนักใหญ่อย่างสำนักตงอวี้หวงเจ้ายังมีอะไรไม่พอใจ”
ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงหรือไม่ จินเฟยเหยาถอนหายใจยาว “ในเมื่อท่านเป็นซือจู่ของไป๋เจี่ยนจู๋ โน้มน้าวหมอนั่นหน่อยได้หรือไม่ อย่าเห็นข้าแล้วทั้งอาละวาดทั้งทุบตีทั้งไล่ล่าสังหารตลอดเวลา หงุดหงิดแทบตายแล้ว”
“ข้าได้ยินว่าเจ้าเอาสิ่งของของเขาไป ทั้งยังถอดเสื้อผ้าเขา” ในที่สุดก็เอ่ยถึงปัญหาหลัก จู๋ซวีอู๋ลุกขึ้นนั่งด้วยจิตใจฮึกเหิม เอ่ยหยั่งเชิงดู
“น่ารำคาญแทบตาย เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เจ้าผีขี้งก” จินเฟยเหยาด่าทออย่างไม่พอใจ จากนั้นค้นในถุงเฉียนคุนได้สิ่งของออกมาห่อหนึ่งแล้วโยนลงบนพรมบิน
จากนั้นนางก็ค้นในถุงเฉียนคุนพลางเอ่ยกับจู๋ซวีอู๋ว่า “ให้ท่าน นี่คือเสื้อผ้าของเขา ข้ายังซ่อมให้ด้วย ไม่ต้องให้ค่าจ้าง ยังมียารักษาบาดแผลนิดหน่อย รอข้าหาสักครู่ จริงสิ ดูเหมือนจะมีศิลาวิญญาณชั้นกลางหลายก้อน สี่ก้อนหรือห้าก้อน ถือว่าข้าจ่ายดอกเบี้ยให้เขาสิบก้อนเลย อย่าให้เขามาพัวพันข้าอีก”
จู๋ซวีอู๋ยิ้มแย้มและเก็บสิ่งของเหล่านี้ จากนั้นเอ