น้อยก็ทำให้จินเฟยเหยารู้สึกกดดันอย่างมาก คนที่สามารถสังหารมันตายได้ต้องยอดเยี่ยมอย่างยิ่งแน่ๆ
“เจ้าอยากรู้จริงๆ?”
จินเฟยเหยาไม่เข้าใจอยู่บ้าง เหตุใดจะรู้ไม่ได้ หรือบอกชื่อมาแล้วจะสามารถขู่ขวัญตนเองให้ตายได้?
“อยากรู้”
ปู้จื้อโหยวสูบควันยาลึกๆ คำหนึ่ง จากนั้นค่อยๆ พ่นออกมาแล้วยิ้มเอ่ย “ก็คือจอมมารหลงที่เจ้าอยากไปหา มังกรเกราะทองตัวนี้แล่นออกมาจากโลกระดับเทพโดยบังเอิญ ยามนั้นเรียกได้ว่าก่อเภทภัยไปทั่วทุกสารทิศ จากนั้นพบหลงเข้าจึงถูกเขาสังหารทิ้ง ทั้งยังนำกะโหลกศีรษะมาตั้งเป็นประตูเมืองที่นี่ กระดูกมังกรของมันไม่รู้ว่าถูกเขานำไปไว้ที่ใด”
จินเฟยเหยาเอ่ยถามอย่างติดอ่างอยู่บ้าง “ตอนนั้นเขามีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นใด…”
“ได้ยินว่าเพิ่งเข้าสู่ขั้นแปลงจิต ทั้งยังเป็นเรื่องก่อนที่เขาจะถูกกักขัง”
“ร้ายกาจยิ่งนัก เรื่องผ่านมานานขนาดนั้นแล้ว” จินเฟยเหยาถอนหายใจยาว ตนเองเพิ่งขั้นสร้างฐานช่วงกลาง พลังการบำเพ็ญเพียรห่างไกลไม่ใช่แค่หนึ่งแสนแปดพันหลี่
ทันใดนั้น นางก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งได้จึงเงยหน้าขึ้นทันที แม้แต่การถ่ายทอดเสียงก็ไม่ใช้ เอ่ยอย่างตื่นตระหนก “คนที่ร้ายกาจถึงปานนี้ คิดไม่ถึงว่าจะถูกคนกักขังมานาน ถ้าไม่ใช่เพราะข้า เขายังต้องอยู่บนภูเขาเห็ดต่อไป หมายความว่ามีบุคคลที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเขา!”
“แน่นอน เผ่ามนุษย์เชิญคนจากโลกระดับเทพลงมาจึงกักขังเขาไว้ได้” ปู้จื้อโหยวรู้สึกว่าเรื่องนี้สมควรเป็นเ