้าดื่มกินได้”
“ระบบทาสแบบนี้ไร้สาระจริงๆ เจ้าให้นางมาเลย ข้าจะตั้งใจแสดงให้เจ้าดู” จินเฟยเหยาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก อากาศของโลกเผ่ามารร้อนจริงๆ
เมื่อได้รับการยินยอมจากนาง ปู้จื้อโหยวจึงพยักหน้าให้มู่ถ่า ยินยอมให้นางสองคนประลองกันสักรอบเป็นการเสริมบรรยากาศให้ทุกคน กลุ่มคนในศาลาทั้งหมดต่างโห่ร้องยินดีราวกับชอบดูสิ่งของประเภทนี้เป็นพิเศษ มู่ถ่าไม่ได้พกพาคันธนู นางหักข้อนิ้วมือแล้วเดินมาหา ปากกล่าวภาษามารที่จินเฟยเหยาฟังไม่เข้าใจ เห็นสีหน้าดูเหมือนกำลังยั่วยุ
ยามนี้ปู้จื้อโหยวเองก็ถ่ายทอดเสียงมาบอก “นางกำลังยั่วยุเจ้า จะประลองหมัดกับเจ้าโดยไม่ใช้อาวุธ ใครแพ้ห้ามแสดงความรักกับข้าอีก เฮ้อ มีสเน่ห์ดึงดูดมากเกินไปก็เป็นความยุ่งยากใจอย่างหนึ่ง”
“ข้าไม่คิดจะแสดงความรักกับเจ้าเลยสักนิด เจ้าเก็บไว้เองเถอะ”
จินเฟยเหยาไม่เข้าใจ ถึงตนเองจะเป็นตัวปลอมทว่าพวกเขาก็น่าจะนึกว่าตนเองเป็นคนเผ่ามาร พลังการบำเพ็ญเพียรใกล้เคียงกัน มู่ถ่าอาศัยอะไรจึงนึกว่าประลองหมัดแล้วจะเป็นฝ่ายมีเปรียบ คนเผ่ามารใครจะไม่เสริมสร้างร่างกายบ้าง ไม่รู้ว่าในสมองของคนผู้นี้คิดอะไรอยู่
ที่จริงนางรู้เรื่องนี้เพียงผิวเผินเท่านั้น คนที่มีฐานะทาสอย่างนาง ต่อให้สร้างร่างกายก็เพียงเรียนรู้สิ่งของชั้นล่างสุด คนธรรมดามีตำแหน่งสูงกว่า ในด้านนี้ถึงพลังการบำเพ็ญเพียรจะพอๆ กัน ทว่าเนื่องจากสภาพแวดล้อมดีกว่า สิ่งที่ร่ำเรียนจะมีระดับสูงกว่านิด