ราจะไปหรือไม่”
“เจ้านี่โง่จริงๆ พวกเราสองคนซ่อนกายได้มิใช่หรือ แน่นอนว่าต้องซ่อนกายแล้วแอบเข้าไป” ปู้จื้อโหยวกระพริบตาให้อย่างเจ้าเล่ห์
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง “ถ้าซ่อนกายพวกเราสองคนก็มองไม่เห็นอีกฝ่าย แล้วจะร่วมมือกันอย่างไร?”
“การร่วมมือที่ข้าพูดคือไม่โจมตีกันเอง ไม่ได้บอกว่าต้องจับมือกันลงไป เจ้าไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย กลัวจะหลงหรือ?” ปู้จื้อโหยวเลิกคิ้วมองจินเฟยเหยาราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมนางจึงโง่งมถึงเพียงนี้
จากนั้นปู้จื้อโหยวก็เอ่ยอีกว่า “เอาละ พวกเราไปกันเถอะ ฉวยโอกาสที่พวกเขากำลังหาเรื่อง พวกเรารีบลงไปตักตวงของดีก่อน”
“เดี๋ยวก่อน” จินเฟยเหยาฉุดดึงเขาไว้ จากนั้นเอ่ยถามว่า “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าสถานที่ที่พวกเราจะไปคือที่ใด?”
ปู้จื้อโหยวมองนางอย่างตกตะลึง จากนั้นจึงเอ่ยอย่างกลุ้มใจ “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะตามมาโดยไม่รู้อะไรเลย แล้วข้ายังโง่งมไปร่วมมือกับเจ้า ช่างโชคร้ายจริงๆ”
“เจ้าบอกมาตอนนี้ก็ไม่ตายหรอกน่า ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เสียหน่อย” จินเฟยเหยาเอียงศีรษะยิ้มให้เขา
“กลัวเจ้าแล้ว สามคนนั้นเป็นผู้ฝึกเคล็ดวิชามาร ตามข่าวที่แพร่ออกมา สามคนนี้ได้รับการชี้แนะจากคนเผ่ามาร มาค้นหาคฤหาสน์อีกแห่งของจอมมารหลง ดังนั้นคนเหล่านี้คือผู้บำเพ็ญเซียนฝ่ายธรรมะที่ทราบข่าว จากนั้นคิดจะมาขจัดภัย” ปู้จื้อโหยวลงนั่งยองๆ อีกครั้ง พูดกับจินเฟยเหยาที่ไม่รู้ว่าตามมาทำไม
จินเฟยเหยาต