จินเฟยเหยารับประทานอาหารที่โต๊ะ พลางสังเกตสภาพโต๊ะของจินเฟยหยาง
คำนวณดูแล้วไม่ได้พบหน้ากันเกือบหกสิบปี จินเฟยหยางไม่ใช่เด็กน้อยที่ขลาดเขลาคนนั้นแล้ว แต่เป็นชายร่างกำยำนั่งอยู่ที่โต๊ะ หากมิใช่บนใบหน้าเพียงเพิ่มริ้วรอยแห่งวันเวลา สีผิวคล้ำนิดหน่อย และองคาพยพทั้งห้าไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก จินเฟยเหยาคงจำเขาไม่ได้
พวกเขาสามคนรับประทานอาหารบนโต๊ะอย่างเงียบๆ เงียบกริบ ไม่พูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว
ส่วนโต๊ะของหอซวีชิงด้านหลังกลับพูดมาก ทว่าล้วนพูดคุยเรื่องสำนักตงอวี้หวง ทำให้จินเฟยเหยารับฟังจนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง คนของหอซวีชิง เหตุใดจึงพูดเรื่องสำนักตงอวี้หวง ฟังเนื้อหาแล้วไม่เหมือนเป็นศัตรู ในนั้นยังมีเรื่องจิปาถะเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกำลังพูดถึงสำนักของตนเองมากกว่า
สำนักตงอวี้หวง…ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เหมือนเคยเห็นซื่อเต้าจิงเอ่ยถึงว่าจัดงานเลี้ยงฉลองอะไรสักอย่าง นึกไม่ไม่ออก จินเฟยเหยาหวนนึกถึง น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปนานมาก นางจึงนึกไม่ออกว่าในเนื้อหาเขียนไว้ว่าอย่างไร
“ศิษย์พี่เฟิง” ในยามนี้เอง ตรงประตูมีคนเข้ามาสองคน เป็นไป๋เจี่ยนจู๋และผู้บำเพ็ญเซียนที่ยังหนุ่มมากคนหนึ่ง หลังจากทั้งสองคนเข้ามาก็ตรงไปยังที่ที่เฟิงอวิ๋นจู๋นั่งอยู่
จินเฟยเหยาสยิวกาย ในที่สุดก็ปรากฏตัว ทำให้คนหน้าม่อยคอตกจริงๆ นางอดขยับตัวไม่ได้ กระทั่งใบหน้าด้านข้างก็ไม่อยากเผยออกมา
“ศิษย์น้องไป๋ ศิษย์น้องซิ่นเทียน ในที่สุดพ