วกเจ้าก็มา จัดการเรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง” เฟิงอวิ๋นจู๋ขยับที่ให้และ เรียกพวกไป๋เจี่ยนจู๋สองคนนั่งลง
ศิษย์น้องซิ่นเทียนที่ยังหนุ่มคนนั้นรับคำและนั่งลง ทว่าไป๋เจี่ยนจู๋กลับไม่ได้นั่ง มองไปด้านข้างอย่างเคร่งขรึม เฟิงอวิ๋นจู๋แปลกใจอยู่บ้างจึงมองตามสายตาของเขาไป เห็นหน้าโต๊ะศิลาด้านข้างมีผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษนั่งหันหลังให้พวกเขาคนหนึ่ง
“ศิษย์น้องไป๋ เป็นอะไรไป เจ้ารู้จักคนผู้นี้?” เฟิงอวิ๋นจู๋เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
ไป๋เจี่ยนจู๋ยิ่งมองเงาหลังของคนผู้นี้ คิ้วก็ยิ่งขมวดมากขึ้น มองอย่างไรก็รู้สึกเหมือนคนผู้หนึ่ง
ส่วนจินเฟยเหยาที่ปลอมตัวกลับรับประทานอาหารอย่างสงบนิ่ง ทว่ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าด้านหลังกำลังถูกไป๋เจี่ยนจู๋จ้องมองแน่วนิ่ง ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม
ดูท่าต้องข่มคนก่อน จินเฟยเหยาวางตะเกียบในมือ หยิบผ้าเช็ดหน้าบนโต๊ะขึ้นมาเช็ดปาก จากนั้นคลี่พัดดังฟุ่บ เอียงข้างลำตัวให้ไป๋เจี่ยนจู๋แล้วเอ่ย “สหายเซียนเจ้านี้ ไม่ทราบเหตุใดจึงจ้องมองข้าแบบมีปราณสังหารแผ่กระจายออกมา ถ้าข้าจำไม่ผิด ข้าไม่เคยมีบุญคุณความแค้นกับเจ้า ขนาดหน้ายังไม่เคยพบ”
ไป๋เจี่ยนจู๋มองพินิจนางขึ้นลง ถึงคนผู้นี้จะหน้าตางดงาม แต่มีลูกกระเดือก ทรวงอกแบนราบ น่าจะเป็นบุรุษ คนที่เป็นบุรุษน่าจะไม่ใช่นาง ต่อให้นางเปลี่ยนโฉมหน้าได้ ก็ไม่มีทางเปลี่ยนของบางอย่างให้กลายเป็นไม่มี เพียงแต่ เหตุใดเงาหลังจึงคลับคล้ายเช