จากนั้นก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
“บังเอิญขนาดนี้เชียว…” จินเฟยเหยาเบ้ปาก คนเหล่านี้นี่จริงๆ เลย เหตุใดจึงไม่ทำตามหลักสามัญสำนึกนะ คิดไม่ถึงว่าจะหาโรงเตี๊ยมที่ใหญ่และมีคนมากมายขนาดนี้ แต่พอดีเลย คนที่สวมเสื้อผ้าลักษณะอย่างข้า ถ้าเข้าไปอาศัยในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่สกปรกต้องสะดุดตาคนและไม่สะดวกในการจับตาดูพวกเขาแน่
จินเฟยเหยามาถึงหน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านด้านบน โรงเตี๊ยมปาทงเซียนไถ
ตึกศิลาสูงหกชั้น ด้านที่หันหน้าเข้าหาถนนมีหน้าต่างห้าสิบบาน เหนือหน้าต่างแต่ละบานล้วนมีชายคาผ้าสีเขียวสลับขาว และผ้าม่านลายตารางหมากรุกแบบเดียวกันห้อยลงมาจากนอกหน้าต่างที่เปิดไว้จำนวนมาก ลมพัดมาคราหนึ่งก็ปลิวขึ้นมาพร้อมกัน
ยามนี้จินเฟยเหยาจึงพบว่าในเมืองปาทงลมแรงจริงๆ ไม่มีอะไรลมก็พัด ราวกับอยู่ตรงช่องลม มิน่าเล่าคนที่นี่จึงชอบใช้ผ้าสีสันสดใสทำเป็นชายคาหน้าต่าง ถ้าแขวนสีขาวไว้บนบ้านศิลา จากนั้นจับคู่กับผ้าม่านสีขาวอีก ลมพัดมาทีก็ปลิวไสว ยืนมองอยู่ไกลๆ ยังนึกว่าหน้าต่างแขวนผ้าอ้อม
อีกทั้งยังใช้ผ้าทำเป็นชายคา ต่อให้ถูกลมพัดร่วงลงมา ก็ไม่กระแทกทำให้คนบาดเจ็บ ลดเรื่องยุ่งยากไปได้ไม่น้อย
ประตูทางเข้าโรงเตี๊ยมปาทงเซียนไถมีคนไปมา ส่วนมากล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเซียน ส่วนที่เหลือเป็นบุตรหลานตระกูลร่ำรวยที่อยากสัมผัสปราณเซียน
จินเฟยเหยาโบกพัดก้าวข้ามธรณีประตูสูงเข้ามาในร้าน โรงเตี๊ยมปาทงเซียนไถก็เหมือนโรงเตี๊ยม