่เกินเลย ไม่ว่าอาหารอะไรก็สามารถทำให้พวกนางน้ำลายไหลได้
แม้แต่อี้จือ ไม่มีอะไรก็วิ่งมาข้างเรือ มองจินเฟยเหยาอย่างตะลึงงัน กำยางดอาหารในมือแน่น ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจินเฟยเหยาจึงกินอาหารธรรมดาพวกนี้อย่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก
กินอิ่มแล้ว จินเฟยเหยาก็คาบไม้จิ้มฟัน กึ่งนั่งกึ่งนอนบนพรมอย่างเกียจคร้าน รับลมอย่างสบายอุรา ลืมตาขึ้นมองไปข้างหน้า พลันเห็นทะเลทรายอันไร้ขอบเขตผืนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ลมที่พัดมาเริ่มเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ
“ต้องบินผ่านทะเลทรายอีก? บนร่างใกล้จะส่งกลิ่นเหม็นแล้วนะ ยังต้องผ่านสถานที่ร้อนแทบตายเช่นนี้อีก” จินเฟยเหยาลุกขึ้นนั่ง หยิบร่มดอกไม้ออกมาจากในกระเป๋าเก็บของ กางร่มบดบังศีรษะ แล้วลงไปนอนอีกครั้ง สุดท้ายยังไม่ลืมสั่งการพั่งจื่อ “พั่งจื่อ ข้าหลับครู่หนึ่งนะ ย่อยอาหารให้เป็นพลังงานวิญญาณสักหน่อย เจ้าจับตาดูที่นี่ไว้ ถ้ามีอะไรให้ปลุกข้า”
ไม่รู้ว่านางหลอมรวมพลังวิญญาณจริงหรือไม่ อย่างไรเสียจินเฟยเหยาก็หลับใหลไปเช่นนี้ รูปแบบชีวิตที่อิสรเสรี ดึงดูดความเคียดแค้นของผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนนับไม่ถ้วนโดยอัตโนมัติ
ตอนที่จินเฟยเหยาตื่นขึ้นคือโดนพั่งจื่อเตะปลุก คิดไม่ถึงว่าสัตว์ภูติร่างกบจะยกฝ่าเท้าขึ้นเตะเจ้านายที่นอนอยู่บนพรมอย่างบ้าคลั่งต่อหน้าสายตาของทุกคน อีกทั้งยังดูออกว่าการเตะแต่ละทีของมันออกแรงเตะอย่างสุดกำลัง ไม่ใช่การหยอกล้อเลยสักนิด ส่วนเจ้านายของมันถูกเตะอย่างบ้าคลั่งเช่น