ะที่ตนเองไร้เดียงสากันแน่
จินเฟยเหยาส่ายศีรษะ ลากสังขารที่บาดเจ็บทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง “ไม่ว่าเจ้าจะเห็นข้าเป็นอะไร ข้าก็ถือว่าเจ้าเป็นสหายสนิทมาตลอด หวังว่าตอนพบกันครั้งต่อไปเจ้าจะมีเหตุผลหน่อย”
สยงเทียนคุนไม่ได้เอ่ยตอบเพียงแค่มองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน ปล่อยให้จินเฟยเหยาจากไป ทว่าหลังจากที่จินเฟยเหยาจากไปไกลแล้ว พลันหมุนตัวกลับมาตะโกนเสียงดังใส่เขา “สยงเทียนคุน เจ้าโง่ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ ตอนนั้นข้าเคยพูดไว้ว่าเจ้าต้องแข็งแกร่งจึงสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ พลังการบำเพ็ญเพียรของเจ้าในตอนนี้ยังห่างชั้นก็กล้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของข้า”
สยงเทียนคุนที่อารมณ์สงบลงแล้วถูกนางคำรามใส่เช่นนี้ ก็มีโทสะจนลุกขึ้นนั่ง ไม่สนใจว่ากระดูกทั่วร่างของตนเองจะถูกนางชกหักมากมายเพียงใด ด่าทอนางทันที “จินเฟยเหยา เจ้าสารเลว”
“ฮ่าๆ เจ้าสิสารเลว”
เห็นจินเฟยเหยาแย้มยิ้มจากไป สยงเทียนคุนก็วางศีรษะลงบนพื้นหญ้าเอ่ยปากพึมพำกับตนเอง “ข้าไม่น่ายั้งมือเลย ต่อให้พิการข้าก็สามารถดูแลนางได้ชั่วชีวิตมิใช่หรือ” จินเฟยเหยากุมท้องอยู่ในที่ห่างไกล ด่าทออย่างสาดเสียเทเสียมาตลอดทาง ด่าแล้วด่าอีก นางเข้าใจ ก่อนที่สยงเทียนคุนจะหมดสติไปกระบี่ดอกจวี๋สังหารเล่มนั้นปักอยู่บนท้องของนางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนใดในพวกนางสองคนล้วนสามารถลงมือสังหารอีกฝ่ายได้ ทว่ากลับยั้งมือไว้ไมตรีต่ออีกฝ่าย
สำหรับตนเองเป็นเพราะเขาเป็นสหาย ดังนั้นจึงไม่ยอมสังหา