เช่นนี้ยิ่งเป็นผลดีต่อการฝึกบำเพ็ญ
เพียงแต่นางไม่มีคาถาป้องกัน ท่าทางตนเองต้องไปซื้อวงเวทสักอัน ถึงแม้ภายในห้องชั้นบนจะมีเครื่องเรือน ทว่ากลับไม่มีของใช้ในชีวิตประจำวัน นางยังต้องออกไปอีกรอบ
จินเฟยเหยาวกกลับออกไป ตอนกลับมาก็หอบสิ่งของมาด้วย เพิ่งเข้าเรือนก็พบผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษสองคนในเรือนกำลังเดินหมากล้อมอยู่ใต้ต้นหลิว เห็นนางเปิดคาถาป้องกันเข้ามาในเรือนก็หยุดลงพินิจพิจารณานาง
“สวัสดีสหายเซียนทั้งสอง ข้าชื่อจินเฟยเหยาเป็นผู้มาใหม่ ต่อไปต้องขอคำชี้แนะด้วย” จินเฟยเหยายิ้มให้ทั้งสองคนอย่างใจกว้าง
ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสอง คนหนึ่งดูแล้วอายุเกินร้อยกว่า มีสีหน้าใจดี อีกคนหนึ่งมีสีหน้าเย็นชา ทว่ายังพยักหน้าให้จินเฟยเหยา
ชายชราลูบหนวดเครายาวที่หงอกขาว กวักมือเรียกจินเฟยเหยา “สหายเซียนน้อย มานั่งนี่ ลิ้มรสชาดีที่ข้าเพิ่งชงเสร็จ”
จินเฟยเหยายิ้มแล้วเดินไปหา เดิมทีนางเพียงแค่คิดจะผูกสัมพันธ์กับผู้อยู่ร่วมเรือนเท่านั้น อีกทั้งจะได้สอบถามสภาพการณ์ของกลุ่มสี่สิบสี่ได้พอดี
นางนั่งลงด้านหน้าโต๊ะศิลา ชายชราเทชาลงในถ้วยหยกให้นางถ้วยหนึ่ง จินเฟยเหยารับถ้วยชาหยกมันแพะมา กลิ่นหอมของชาพุ่งมาปะทะจมูก สีชาเป็นสีอำพัน แฝงรสขมนิดๆ รสที่ยังกรุ่นในปากหวานสดชื่น ชิมเบาๆ คำหนึ่ง นางก็อดเอ่ยชื่นชมไม่ได้ “ชาดี ในความขมมีความหวาน รสชาติยังกรุ่นในปาก”
“คิดไม่ถึงว่าสหายเซียนอายุยังน้อย ก็สามารถลิ้มรสกลิ่นอายของชานี้ออ