่อยคุยกันระหว่างทาง ข้ามีม้าตัวหนึ่ง ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้พี่สยงใช้พาหนะอะไร?”
สยงเทียนคุนรู้สึกเหมือนถูกคนล่วงเกิน อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา มองดวงตาใสซื่อของจินเฟยเหยา เขาไม่รู้ว่าต้องซักไซ้ไล่เลียงการกระทำในชั่วพริบตาเมื่อครู่หรือไม่
“หรือว่าพี่สยงเดินมา? หรือว่าเจ้าสามารถขี่กระบี่บินได้?” จินเฟยเหยามองเขาด้วยสีหน้าคาดหวัง
สยงเทียนคุนเองก็ไม่เหมาะจะซักไซ้เรื่องเมื่อครู่ ตอนนี้จึงนึกได้ว่าตนเองนั่งรถม้ามา ส่วนรถม้าก็ไม่พบเห็นร่องรอยตั้งนานแล้ว จึงได้แต่เอ่ยอย่างลำบากใจว่า “ข้านั่งรถม้ามา เพียงแต่ถูกพวกเขาสองคนทำเช่นนี้ รถม้าก็หายไป”
น้ำเสียงของเขายังแฝงความเป็นเด็กอยู่บ้าง มิน่าเล่าจินเฟยเหยาถึงจำเพศของเขาผิดไป เห็นตอนนี้มีม้าเพียงตัวเดียว เกรงว่าต้องขี่ด้วยกัน
ฟังข้อเสนอของจินเฟยเหยา สยงเทียนคุนก็สั่นศีรษะราวกับกลองป๋องแป๋ง ต่อให้ตายเขาก็ไม่ยอมนั่งม้าร่วมกับจินเฟยเหยา อย่างไรเสียเขาก็เป็นบุรุษ จะเบียดอยู่กับสตรีได้อย่างไร
“เหตุใดเจ้าจึงคร่ำครึขนาดนี้ พวกเราเป็นผู้เดินในวิถีบำเพ็ญเซียนอันยากลำบาก ข้อแตกต่างระหว่างบุรุษสตรีเล็กน้อยแค่นี้ เจ้าก็เห็นอยู่ในสายตา หรือว่ามหามรรคในสายตาของเจ้าเล็กน้อยขนาดนี้เลยหรือ? แค่รีบไปถึงเมืองข้างหน้าแล้วค่อยเปลี่ยนม้าก็ใช้ได้ ข้าจะกินเจ้าหรืออย่างไร”
ถูกจินเฟยเหยาสั่งสอนอย่างเฉียบขาดรอบหนึ่ง สยงเทียนคุนที่ใสซื่อก็รู้สึกว่าตนเองได้ประโยชน์อย่างมาก