กาสนี้ล้วงชามหยกในอกออกมา หยิบมาไว้บนมือมองดูรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ขัดถูอยู่นาน ดูอย่างไรนี่ก็เป็นแค่ชามหยกธรรมดาที่ปากบิ่นใบหนึ่ง
หรือว่าถูกหลอกแล้ว? พอคิดถึงตรงนี้ พลังวิญญาณในมือของนางก็พุ่งออกมาสำรวจเข้าไปในชามหยก ถึงนางจะบำเพ็ญร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้พลังวิญญาณไม่ได้เลยสักนิด อย่างไรจินเฟยเหยาก็เป็นผู้มีพลังวิญญาณผสม ไม่ใช่พลังวิญญาณเทียมที่ใช้พลังวิญญาณไม่ได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เห็นเพียงจินเฟยเหยายืนขึ้น ทุบชามหยกในมือลงกับพื้นอย่างกะทันหัน กระโดดขึ้น กระทืบชามหยกอย่างดุร้าย จากนั้นนางก็ตะโกนออกมาด้วยความเจ็บใจ ทำให้แพะฉางหลิงหลายตัวเงยหน้าที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ขึ้นมองนางอย่างแปลกใจ
“ข้าถูกหลอกแล้ว ของล้ำค่าบ้าบออะไรกัน แค่ชามหยกธรรมดาชัดๆ คนที่มีศักดิ์ฐานะขนาดนี้ ถึงกับบิดพลิ้วศิลาวิญญาณสิบกว่าอันของข้า ข้าจะกระทืบเจ้าให้ตาย กระทืบเจ้าให้ตายเลย ตาแก่สารเลว” จินเฟยเหยากระทืบไปพลางด่าทอไปพลาง ด่าทอจนพอแล้ว คิดๆ ดูก็รู้สึกไม่คุ้มค่า นางจึงนั่งยองๆ ลงอีกครั้งขุดชามหยกที่ถูกเหยียบจนจมดินออกมา ถึงจะไม่ใช่อาวุธเวท ก็ยังเป็นชามหยก นำไปในเมืองก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินเล็กน้อยได้ ถึงแม้การค้าของผู้บำเพ็ญเซียนในเมืองรอบด้านใช้ศิลาวิญญาณ ทว่าชาวบ้านธรรมดาในเมืองยังใช้เงินทองค้าขายกันอยู่ มีเพียงสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการฝึกบำเพ็ญจึงใช้ศิลาวิญญาณ นางนึกถึงรอยปะชุนบนกางเกงของตนเองขึ้น