นนี้และเมื่อครู่ที่เขายั่วยุหลายครั้ง ลู่หยางก็ไม่มีท่าทีจะติดกับสายตาของจงอี้ที่มองลู่หยางแฝงความหวาดกลัว การเป็นศัตรูกับคนที่ใจลึกเช่นนี้ คนที่ซวยแน่นอนคือตัวเขาเอง!“นี่เรียกว่าไม่เชี่ยวชาญกวีนิพนธ์หรือ?” ลั่วอู่ซวงนึกถึงคำพูดของลู่หยางเมื่อครู่ มองเขาอย่างขำปนเศร้า หากนี่นับว่าไม่เชี่ยวชาญกวีนิพนธ์ แล้วใครในใต้หล้าจะกล้าเรียกตัวเองว่ากวีอีก“เพิ่งเรียนรู้มา” เซียนอมตะเกาท้ายทอยพลางหัวเราะฮ่าๆสีหน้าของทุกคนเป็นเช่นเดียวกับที่นางเคยเห็นมาก่อน เป็นตอนที่พาเสี่ยวหลิงและเหลี่ยนอี๋ไปแกล้งทำเป็นหมูเพื่อล่อเสือ
ไม่คิดว่ากวีนิพนธ์ที่ผู้นำสองช่วยนางแต่งก็มีผลแบบนี้ได้“ลู่หยางน้อย เก่งจัง!” ในห้วงจิต เซียนอมตะมองลู่หยางอย่างตื่นเต้น นานแล้วที่นางไม่มีความรู้สึกแบบนี้“อืม ลู่หยางน้อย นั่นสีหน้าอะไรกัน?”ลู่หยางมีสีหน้าประหลาด เขาคาดการณ์ปฏิกิริยาของทุกคนได้ล่วงหน้าแล้วเขาถอนหายใจ “ไม่มีอะไร ข้าแค่ไม่คิดว่าตัวตนของข้าจะใช้แบบนี้ได้”ลู่หยางไม่คิดจริงๆ ว่าวันหนึ่งเขาจะสามารถใช้ตัวตนของนักลอกกวีมาอวดได้ แม้จะเป็นเซียนอมตะที่ใช้ตัวตนของเขาไปอวดก็ตามเซียนอมตะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่ลู่หยางพูด“ตัวตนของเจ้า?”นางจำได้ว่าลู่หยางมักพูดว่านางควรเป็นอุปกรณ์วิเศษ เป็นวิญญาณประจำตัวนางถามลู่หยางว่านี่หมายความว่าอย่างไร ลู่หยางบอกว่าคือการอาศัยอยู่ในห้วงจิต และสามารถใช้ความรู้ช่วยให้เจ้าของร่างกายอวดได้
นึกถ