มขวบเขียนตัวอักษรได้ ห้าขวบแต่งกวี สิบขวบเขียนเรียงความได้กวีนิพนธ์และเรียงความของเขามีชื่อเสียงในเมืองหลวง”
จงอี้พาหยางฉางปินมาที่นี่โดยเฉพาะ เชิญเขามาแต่งกวีที่หอบัวบาน พอดีเห็นลู่หยางอยู่ที่หอบัวบานด้วย จึงคิดจะให้ลู่หยางแต่งกวีและเสียหน้า เพื่อเปรียบเทียบ แล้วให้หยางฉางปินตามมาน่าเสียดายที่ลู่หยางมองทะลุแผนของเขา ไม่ติดกับ“เป็นหยางฉางปิน!”“แย่แล้ว เขามาด้วยหรือนี่!”ชื่อเสียงของหยางฉางปินใหญ่กว่าที่ลู่หยางคิดไว้ ทุกคนเห็นหยางฉางปินแล้วทำหน้าเสียดาย ราวกับหยางฉางปินเพียงแค่แต่งกวีก็จะได้รับการเต้นรำหนึ่งเพลงจากใบ้เมิ่งอินแล้วหยางฉางปินยิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนมาที่นี่ก็ได้ยินเรื่องหัวข้อที่ใบ้เมิ่งอินกำหนด และคิดกวีไว้แล้วเขาสั่งคนเอาพู่กัน หมึก กระดาษ และหินฝนหมึกมา เขียนอย่างคล่องแคล่ว เขียนกวีนิพนธ์หนึ่งบท แล้วให้สาวใช้ส่งไปใบ้เมิ่งอินหลังม่านสีเขียวอ่อนหยุดดีดพิณอีกครั้ง อ่านกวีนิพนธ์เสียงเบา หลังจากอ่านจบก็วิจารณ์เป็นครั้งแรก“น่าเสียดาย กวีดี แต่ใช้คำอลังการเกินไป กลับตกลงมาอยู่ในระดับล่าง”
ทุกคนหัวเราะลั่น แต่เดิมพวกเขาได้ยินใบ้เมิ่งอินอ่านกวีนิพนธ์จบ ล้วนคิดว่านี่เป็นกวีเลิศ สามารถได้รับความโปรดปรานจากใบ้เมิ่งอินได้ ใครจะคิดว่าใบ้เมิ่งอินจะวิจารณ์โดยไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยหยางฉางปินอับอายและโกรธ หันไปจ้องทุกคนอย่างดุร้ายโดยเฉพาะจ้องเซียนอมตะที่หัวเราะเสียงดังที่สุด“ท่านลู่หัวเรา