มากๆ เพื่อสะสมบุญกุศลแต่พระผู้สูงส่งแห่งดินแดนพุทธมีความคิดที่เก่าคร ่าครึเกินไป ไม่สามารถยอมรับแนวคิดอันก้าวหน้าของศิษย์พี่รองได้ ไม่เพียงแต่ปฏิเสธข้อเสนอของศิษย์พี่รอง ยังส่งคนมาจับกุมศิษย์พี่รองหลายครั้งโชคดีที่ศิษย์พี่รองได้เรียนรู้วิชาหลบหนีจากท่านเต๋าปู้อวี่ จึงอยู่ในดินแดนพุทธได้อย่างปลอดภัยลู่หยางยังได้ยินมาว่า พระที่มองโลกในแง่ร้ายบางรูปเชื่อว่าการเกิดของศิษย์พี่รองคือการมาถึงของยุคเสื่อมของพระศาสนา เพราะเหตุนี้ ศิษย์พี่รองจึงได้รับการประเมินว่าเป็น “พระพุทธเจ้าสิ้นชีพ”
ตามคำบอกเล่าของเซียนอมตะผู้ก่อตั้งสำนักพุทธ คำว่ายุคเสื่อมเป็นคำที่นางคิดขึ้นเองเพราะคิดว่ามันเท่“ศิษย์พี่รองของพวกเจ้าก็เป็นอัจฉริยะในการบำเพ็ญคนหนึ่งหากไม่มีอวี้จือน้อย เขาก็จะเป็นคนที่มีพรสวรรค์การบำเพ็ญสูงที่สุดในรุ่นนี้ น่าเสียดายที่เกิดผิดเวลา”“อ้อใช่ เซียนบรรพกาลผู้เป็นบรรพบุรุษของเราอยู่ที่ไหนหรือ?”ท่านเต๋าปู้อวี่ในฐานะเจ้าสำนัก รู้สึกว่าจำเป็นต้องเข้าเฝ้าผู้ก่อตั้งสำนักเวิ่นเต๋า“ข้าจะไปหาดู” ลู่หยางก็ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษไปอยู่ที่ไหนลู่หยางวิ่งไปรอบหนึ่ง ในที่สุดก็พบเซียนบรรพกาลที่กำลังกินเนื้อย่างอยู่ที่ร้านบาร์บีคิวคนในร้านบาร์บีคิวเห็นลู่หยางมาถึง คิดว่าเขามาตรวจสอบร้านลู่หยางรีบปลอบโยนอาจารย์เกาและคนอื่นๆ: “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทำอะไรก็ทำไปตามปกติ ข้ามาหาเขา”“บรรพบุรุษ อาจารย์ข้าบอกว่าอยากจะพบท่าน”