“ผู้น้อยฟางอู๋ไหย ขอคารวะท่านบรรพบุรุษ” ฟางอู๋ไหยค้อมกายคำนับอย่างลึกซึ้ง“ไม่กล้ารับ ข้าไม่กล้ารับ” เซียนบรรพกาลรีบโบกมือปฏิเสธสำนักเวิ่นเต๋าที่ยังดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ความดีความชอบของฟางอู๋ไหยไม่น้อยไปกว่าเขาเลย“ท่านบรรพบุรุษเป็นผู้ก่อตั้งสำนักเวิ่นเต๋า สมควรได้รับการคำนับ” ฟางอู๋ไหยกล่าวอย่างจริงจัง“ศิษย์พี่ใหญ่ มีใครในสำนักรู้ถึงตัวตนของท่านเซียนห่านไห่บ้าง?” ลู่หยางถามเสียงเบา“ท่านเซียนห่านไห่คือไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเรา ไม่อาจใช้อย่างง่ายดาย ตามระเบียบแล้ว มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่มีสิทธิ์ล่วงรู้”“แต่มาถึงรุ่นของอาจารย์ผู้เฒ่า อาจารย์ผู้เฒ่าไม่ได้แจ้งเรื่องท่านเซียนห่านไห่ให้อาจารย์ทราบ ดังนั้นในสำนักของพวกเราจึงมีเพียงอาจารย์ผู้เฒ่าเท่านั้นที่รู้ถึงตัวตนของท่านเซียนห่านไห่”
ลู่หยางนึกในใจ คงจะเพราะว่าอาจารย์ผู้เฒ่ากลัวว่าอาจารย์จะรู้ถึงตัวตนของท่านเซียนห่านไห่ แล้วพึ่งพาพลังของกึ่งเซียน ออกไปก่อเรื่องยิ่งขึ้นอย่างไร้ขอบเขต จึงไม่ได้บอกอาจารย์ดูเหมือนว่าการที่อาจารย์ออกไปหลอกลวงฉ้อโกงที่นั่นที่นี่ ทำให้อาจารย์ผู้เฒ่าสูญเสียความไว้วางใจในตัวอาจารย์แล้วเมื่อมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง แม้ว่าจะชุบชีวิตเซียนยุคโบราณ ได้พบผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง ขั้นข้ามพิบัติ และกึ่งเซียนจากยุคโบราณแต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะความบังเอิญและสถานการณ์จำเป็นต่างๆไม่ได้เกิดจากความตั้งใจคงเป็นเพราะเ