ตอนนี้บนยอดเขาเทียนมีเพียงอวี้จือคนเดียวอวี้จือไม่ได้บำเพ็ญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ จิบชาทีละน้อย
รอบโต๊ะหินกลมมีบัลลังก์จักรพรรดิตั้งอยู่สี่ตัว ทำให้โต๊ะหินดูไม่กลมกลืนอวี้จือจิบชาไปพลางคิดไปพลางว่าจะไปหาโต๊ะหินที่เข้าชุดกันจากที่ไหนดี“ศิษย์พี่อวี้” ไต้ปู้ฟานประสานมือคำนับ“หืม?” อวี้จือวางถ้วยชาลง มองสี่คนตรงหน้าด้วยความสงสัยเล็กน้อยศิษย์น้องไต้ ศิษย์น้องเมิ่ง ศิษย์น้องเล็ก และเด็กหนุ่มที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“มีเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ศิษย์พี่อวี้ตัดสินใจ” ไต้ปู้ฟานยกมุมปากพยายามทำสีหน้าขรึม อธิบายที่มาของเด็กหนุ่มแปลกหน้า“หมายความว่า คนนี้คือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งของพวกเรา เซียนบรรพกาลฉีทงเทียน?”อวี้จือฟังจบก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างจริงจัง “เช่นนั้นท่านบรรพบุรุษอยากเป็นเจ้าสำนักหรือไม่?”“หา? ให้ข้าเป็นเจ้าสำนัก?” คราวนี้เป็นเซียนบรรพกาลที่อึ้งไปเขาคิดว่าสำนักในปัจจุบันก็เหมือนสำนักสมัยแคว้นต้าอวี๋ ที่ชิง
ตำแหน่งเจ้าสำนักกันอย่างไม่เลือกวิธี เขายังกังวลด้วยซ ้าว่าเมื่อกลับมาที่สำนักเวิ่นเต๋า คนในสำนักคงไม่อยากให้มีคนที่อยู่เหนือหัวอีก จะหาทางกลั่นแกล้ง ลงมือสังหารเขาไม่คิดว่าลูกหลานรุ่นหลังคนนี้จะเสนอให้เขาเป็นเจ้าสำนักโดยตรง“ไม่ได้ๆ จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร” เซียนบรรพกาลโบกมือปฏิเสธรัวๆ “อย่าว