สุสำนฉงฉี มีร่ำงสองร่ำงหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ำโลงศพสีด ำ ไม่พูดจำสักค ำท่ำมกลำงควำมมืดสนิท ดวงตำที่เปล่งประกำยสีเขียวมะกอกเพิ่มควำมน่ำสะพรึงกลัวขึ้นอีกนิดหำกมีผู้อำวุโสของตระกูลฉงฉีอยู่ที่นี่ คงจะจ ำร่ำงที่ใหญ่กว่ำได้ว่ำเป็นมัมมี่ที่ยังมีชีวิตของตระกูลฉงฉี ผู้มีอำวุโสสูงสุด เป็นฉงฉีขั้นข้ำมพิบัติที่มีอำยุถึงเก้ำพันปีแต่สิ่งที่ชวนให้ประหลำดใจคือในบรรดำร่ำงทั้งสอง ฉงฉีเฒ่ำขั้นข้ำมพิบัติกลับยืนอยู่ในต ำแหน่งด้ำนหลัง คอยรับใช้ร่ำงเล็กอย่ำงเคำรพนบนอบ ไม่กล้ำล่วงเกินแม้เพียงน้อยร่ำงเล็กค่อยๆ ลูบไล้ของฝังร่วมที่ถูกผนึกเอำไว้ ของเหล่ำนั้นกลับเปล่งเสียงคล้ำยฝูงผึ้ง รำวกับจะทะลุผนึกเพื่อออกมำต่อสู้เคียงข้ำงเจ้ำนำย“ยังไม่ถึงเวลำ” ร่ำงเล็กกระซิบเบำๆ ของฝังร่วมเหล่ำนั้นได้ยินค ำสั่งของเจ้ำนำยแล้วจึงสงบลงท่ำนเจ้ำเผ่ำจิ่นใช้ทั้งมือและเท้ำเร่งรีบเข้ำมำในห้องโลงศพ เมื่อใกล้ถึงสุสำนหลัก ฝีเท้ำจึงช้ำลง และค่อยๆ แปลงร่ำงเป็นมนุษย์
เขำเห็นร่ำงทั้งสองแล้วก็ยืนนิ่งก้มศีรษะ“ยำยเฒ่ำ พวกข้ำได้ส่งลูกหลำนตระกูลเมิ่งและคนของส ำนักเวิ่นเต๋ำไปแล้ว ลูกชำยตระกูลเมิ่งสัญญำว่ำจะกลับไปบอกบิดำเพื่อให้ยืมลิ่นซือพวกเรำ”ร่ำงเล็กที่ถูกเรียกว่ำ “ยำยเฒ่ำ” หันกำยมำ เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆอำยุรำวสิบสำมสิบสี่ปีเด็กหญิงพยักหน้ำ พอใจกับกำรกระท ำของท่ำนเจ้ำเผ่ำจิ่น“เป็นข่ำวดีนี่”“ยุคทองมำถึงแล้ว ต้อเจียงเฒ่ำผู้นั้นทน