ัน ยังจะฝืนตาม เสียเวลาเปล่า”ศิษย์พี่คนที่สามบ่นพึมพำ จอดหนังสัตว์ชั่วคราว แถวนี้มีฐานที่มั่นของนางตั้งไว้“พวกเจ้าสองคน ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”หลังจากลงจอด ศิษย์พี่คนที่สามรู้สึกว่าศิษย์น้องทั้งสองเดินโซเซยืนยังยืนไม่มั่น“ไม่…ไม่เป็น…ไม่ เอาเถอะ ข้ามีธุระ”ทั้งสองคนพยายามแข็งขืนบอกว่าไม่เป็นไร แต่ร่างกายก็แสดงความจริงออกมาเสียแล้ว ทั้งสองล้มลงไม่ได้สติศิษย์พี่คนที่สามส่ายหน้า ควบคุมหนังสัตว์ห่อหุ้มสองคนเอาไว้พาตามนางมายังฐานที่มั่น
ลู่หยางได้ยินเสียงฝนตกปรอยๆ ข้างนอก พยายามลืมตาขึ้นสมองยังคงมึนงุนราวกับโคลน ไม่อาจนึกถึงเหตุการณ์ก่อนสลบไปได้เขาลืมตามองเพดานถ ้า จนกระทั่งหยดน ้าหยดหนึ่งตกลงมาบนใบหน้า จึงค่อยๆ เอียงหน้า ความทรงจำค่อยๆ กลับคืนมาลู่หยางหันไปมองเห็นขา…ขาของเมิ่งจิ่งโจวสายตาของเขามองข้ามเมิ่งจิ่งโจวไป เห็นคบไฟที่จุดขึ้น และศิษย์พี่คนที่สามที่นั่งอยู่ข้างกองไฟในถ ้ามืดสลัว เปลวไฟสั่นไหว ส่องเงาของศิษย์พี่คนที่สามยาวบ้างสั้นบ้าง เงาบนใบหน้าเปลี่ยนแปลงไม่หยุด ยิ่งเสริมความงามล ้าอย่างมิอาจพรรณนาศิษย์พี่คนที่สามบรรเลงพิณครวญเคราเบาๆ กังวานหวาน ฟังแล้วชื่นใจ ประหนึ่งแช่อยู่ในสายธาร มีพลังไร้รูปคอยพยุงกายไว้“พวกเจ้าตื่นแล้วหรือ? สภาพร่างกายดีกว่าที่ข้าคาดไว้มาก”ศิษย์พี่คนที่สามลูบสายพิณให้เงียบลง มุมปากยกยิ้มบาง นางสร้างสรรค์ทำนองพิณนี้ขึ้นเอง มีสรรพคุณช่วยปรับจิตวิญญาณให้สงบทั้งสอง