“น่าจะถึงหุบเขาเฉียนชิงแล้ว หยุดตรงนี้ก่อน พวกเราสองคนจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาให้เมิ่งเฒ่า”
ลู่หยางเป็นห่วงว่าถ้าเดินหน้าต่อไป อาจจะมีสารพัดเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ขัดขวางการเดินทาง
ประสบการณ์ที่ใช้วิชากลืนฟ้ากินดินกินกองดินโคลนถล่มนั้น เขาไม่อยากเจออีกเป็นครั้งที่สอง
เมิ่งจิ่งโจวรู้ว่าลู่หยางพูดมีเหตุผล ได้แต่หน้าบึ้งให้ทั้งสองลงจากรถ ส่วนเขาอยู่ที่เดิมเป็นเพื่อนม้าแก่
สองคนหนึ่งศพเดินไปประมาณสองสามหลี่ ก็มาถึงหุบเขาที่ดูเหมือนถูกกระบี่สวรรค์ฟันออกเป็นสองส่วน ทั้งสองด้านของหุบเขาชันและเรียบ ไม่มีส่วนยื่นหรือเว้าเข้าแม้แต่นิดเดียว หากจะบอกว่าเป็นฝีมือทางธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ ขวานของธรรมชาตินั้นก็มหัศจรรย์เกินไปหน่อย
จ้าวปั้วเห็นลู่หยางสังเกตความผิดปกติของหุบเขา จึงอธิบายว่า “เมื่อก่อนหุบเขาเฉียนชิงไม่ได้เรียกหุบเขาเฉียนชิง แต่เรียกว่าสำนักเฉียนชิง มีเจ้าสำนักคนหนึ่งรู้สึกว่าในดินแดนกลางมีสำนักนั้นสำนักนี้มากมายเกินไป สำนักเฉียนชิงอยู่ท่ามกลางนั้นไม่โดดเด่น พวกเขาจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญวิถีกระบี่มาฟันที่ราบให้แยกเป็นสองส่วน เปลี่ยนที่ราบให้กลายเป็นหุบเขา สำนักเฉียนชิงก็เปลี่ยนชื่อเป็นหุบเขาเฉียนชิง แล้วยังไปราชสำนักจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสำนัก”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง เรียนรู้แล้ว ยังเป็นระบบอีกต่างหาก รู้จักไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสำนัก…”
พูดได้ครึ่งทาง ลู่หยางก็นึกขึ้นได้ “เดี๋ยวก่อน