ารถเดินหน้าต่อไปได้ ต้องเดินอ้อม แต่กรณีแบบนี้หาได้ยาก เพราะการประลองกันบนภูเขาแล้วต้องคืนสภาพภูมิประเทศเดิมนั้นยุ่งยากนัก การประลองในที่ราบหรือบนฟ้ากลับพบเห็นได้บ่อยกว่า”
“เบื้องหน้าคงมีผู้ทรงพลังประลองกันอยู่ เมื่อครู่พวกเราก็เห็นแล้ว เมฆดำปกคลุม ฟ้าร้องฟ้าผ่า นั่นคือผู้ทรงพลังกำลังใช้พลังสวรรค์ประลองกันอยู่!”
น้องจ้าวพูดต่ออย่างเคร่งขรึม รู้สึกว่าคำวิเคราะห์ของตนสมเหตุสมผลดี
ชายหน้าตาหมดจดกับชายผมสั้นทราบว่าน้องจ้าวมีประวัติไม่ธรรมดา จึงพยักหน้ายอมรับการวิเคราะห์ของน้องจ้าว
“การประลองของผู้ทรงพลัง หากหลบเลี่ยงได้ก็ควรหลบเลี่ยง เมื่อไม่อาจผ่านทางภูเขาได้ ก็ต้องอ้อมไปเท่านั้น”
ลู่หยางจ้องมองทั้งสามคนอยู่นาน จู่ๆ ก็ถามขึ้น
“พวกเจ้าสามคน ใครแอบแต่งกายเป็นชายกันแน่?”
คำพูดนี้ทำเอาชายหน้าตาหมดจดชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปมา เมื่อเจอกับสายตามั่นใจของลู่หยาง ก็ต้องยอมแพ้
“ท่านดูออกได้อย่างไร?”
“น้องใบ้ เจ้า…”
อีกสองคนมองชายหน้าตาหมดจดอย่างตกตะลึง
น้องใบ้ยิ้มเศร้าๆ ถอดแผ่นหยกจากลำคอ ลูกกระเดือกราบเรียบลง ใบหน้าเดิมที่หมดจดกลับสวยงามขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ผมยาวลงมาถึงเอว หน้าอกเต่งตึง
เมื่อเห็นคนที่เรียกว่าน้องใบ้เปลี่ยนจากชายเป็นหญิง ทั้งสองเพื่อนยิ่งตกตะลึง
พวกเขาสามคนรู้จักกันมาไม่นาน เป็นการพบเจอระหว่างเดินทางในยุทธภพ พวกเขารู้สึกว่าเดินทางในยุทธภพต้องมีคนคอยช่วยเหลือกัน อุปนิสัยก็ถูกคอ