ลานถิงเงียบไปครู่ใหญ่ นึกเทียบเหตุการณ์ที่อวี้จือพูดกับประสบการณ์ของตนไม่ออกเลย
“ศิษย์พี่อวี้จือ”
“ศิษย์พี่”
ไป๋หมิงกับเหยียนเทียนจื้อทักทายอย่างตื่นเต้น พวกเขาเห็นแม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักตนยังไม่เคยตื่นเต้นขนาดนี้
“ผู้ปกครองแคว้นบอกข้าว่า งานฉลองแคว้นชิงปีนี้ขอยุติแค่นี้ พวกเจ้าจัดการธุระของตนได้ตามสะดวก” อวี้จือเตือนด้วยความหวังดี
นางกระตุกโซ่ในมือ “ข้ายังต้องสอบสวนคนผู้นี้ ขอกลับสำนักก่อน”
อวี้จือกำลังจะจากไป เห็นลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจว ก็นึกอะไรขึ้นได้ หันไปถามหลานถิง
“อ้อ น้องเล็กกับน้องเมิ่งทำหน้าที่ตัดสินในงานฉลองแคว้นชิงเป็นอย่างไรบ้าง วิจารณ์จุดเด่นจุดด้อยของผู้เข้าแข่งขันได้แม่นยำหรือไม่?”
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวตกใจพร้อมกัน เหงื่อเย็นไหลซิบ
ที่แท้ศิษย์พี่ใหญ่ส่งพวกเขามาเป็นกรรมการ ไม่ใช่ม้าแข่งขัน
หลานถิงคิดครู่หนึ่ง ยิ้มหวาน “ศิษย์พี่ลู่หยางกับศิษย์พี่เมิ่งจิ่งโจวเป็นแบบอย่างของคนรุ่นเรา มีพรสวรรค์เหนือใคร ประสบการณ์การต่อสู้เชี่ยวชาญ วิจารณ์ได้ตรงจุด เฉียบคม คำพูดทุกคำเป็นไข่มุก ผู้เข้าแข่งขันยอมรับด้วยความจริงใจ ล้วนบอกว่าจะกลับไปฝึกฝนให้หนัก”
ศิษย์พี่ใหญ่พยักหน้า “ดีแล้ว ข้ายังกังวลว่าพวกเขาจะลงไปแข่งเสียอีก ไม่มีก็ดี”
เซียนอมตะได้ยินอวี้จือพูดแบบนี้ ความง่วงก็หายไป ลุกพรวดจากเตียง จะฟ้องเรื่องลู่หยาง แต่ถูกลู่หยางปิดปากไว้แน่น