พูดตามตรง ตอนที่แก่นทองอมตะให้กลยุทธ์ละเอียดถึงเพียงนี้ ลู่หยางถึงกับตะลึง
ก่อนหน้านี้แก่นทองอมตะมีแค่สองแผน คือหนีกับสู้ส่งเดช ทำให้ลู่หยางเอาแก่นทองอมตะไว้ใช้ตรวจระดับพลังเท่านั้น
ไม่คิดว่าเมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง จะให้แผนการที่น่าเชื่อถือถึงเพียงนี้
สมแล้วที่เป็นแก่นทองที่เซียนอมตะยอมรับ!
“ฮิๆ รู้แล้วใช่ไหมว่าแก่นทองอมตะของข้าเก่งแค่ไหน?” เซียนอมตะหยิ่งผยองเป็นครั้งแรก ลุกขึ้นจากเตียง เสกเก้าอี้ขึ้นมาตัวหนึ่ง นั่งไขว่ห้าง แกว่งเท้าไปมา
“ต่อไปต้องให้ความเคารพข้าหน่อย สิ่งที่ข้าทำได้ไม่ใช่แค่นี้หรอกนะ!”
“ไหล่ข้าปวด นวดให้ข้าหน่อย” เซียนอมตะทำท่าให้ลู่หยางนวดให้
ลู่หยางคิดว่าตนเองในฐานะน้องเล็กของอวี้จือ อันดับหนึ่งในรุ่นราวคราวเดียวกัน อันดับหนึ่งด้านกระบี่ในขั้นแก่นทองคำ และเป็นศิษย์ของประมุขสำนักเวิ่นเต๋า การนวดให้ผู้อาวุโสเซียนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
“แรงขนาดนี้พอไหม?”
“แรงกว่านี้อีกหน่อย อืม~ ครั้งนี้พอดีแล้ว” เซียนอมตะพอใจในท่าทีของลู่หยาง
…
เมื่อไป๋ หมิงยอมแพ้ ด้านล่างเวทีตื่นตะลึง ไม่คิดว่าไป๋ หมิงจะแพ้เร็วถึงเพียงนี้
ทั้งคู่เป็นศิษย์สำนักเซียน ทั้งคู่อยู่ขั้นแก่นทองคำตอนต้น ช่องว่างไม่ควรห่างกันมากขนาดนี้
“ว่ากันว่าไป๋ หมิงเชี่ยวชาญเวทมนตร์ธาตุทั้งห้า แต่เพิ่งใช้แค่ธาตุทองกับธาตุดินก็ยอมแพ้แล้ว?”
“ไม่ยอมแพ้จะทำอย่างไร อยู่ในดินตลอดไปหรือ?”
“ไป๋ หมิงแพ้อย่างน่าเสียดา