ย ยังไม่ทันได้แสดงความสามารถก็ถูกจำกัดเสียแล้ว”
ผู้บำเพ็ญที่มีประสบการณ์รบที่ด่านปราบมารไม่พอใจคำพูดเหล่านี้ ตำหนิว่า “แพ้อย่างน่าเสียดาย? ในสนามรบใครจะมาพูดเรื่องนี้กับเจ้า? หรือว่าศัตรูจะโง่รอให้เจ้าแสดงกระบวนท่าจนครบ?”
คนที่ถูกตำหนิอึกอัก ตอบไม่ออก
“ท่านผู้เฒ่าขง ดูออกหรือยังว่าแก่นทองของลู่หยางเป็นอะไร?”
กลุ่มผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำด้านหน้าเวทียังรอคำตอบจากผู้เฒ่าขง แม้ว่าด้วยพรสวรรค์ของพวกเขา ชาตินี้คงไม่มีทางสร้างแก่นทองระดับหนึ่งได้ แต่ได้เห็นของจริงก็ดี กลับไปจะได้มีเรื่องคุยโม้
ผู้เฒ่าขงลูบเคราขาวจนเกือบขาด ก็ยังดูไม่ออกว่าแก่นทองของลู่หยางคืออะไร
“ไป๋ หมิงกับเหยียนเทียนจื้อ ข้าแก่แล้วดูไม่ออกว่าเป็นแก่นทองอะไรแน่ แต่อย่างน้อยก็พอมีร่องรอยให้สังเกต เห็นเค้าลาง แก่นทองของไป๋ หมิงเกี่ยวกับธาตุทั้งห้า แก่นทองของเหยียนเทียนจื้อเกี่ยวกับการปราบกด แต่ของลู่หยางนี่… ขออภัยที่แก่เฒ่าตาไม่ดี จริงๆ แล้วดูไม่ออกเลยว่าเป็นอะไร”
ผู้เฒ่าขงส่ายหน้า แก่นทองของสำนักเวิ่นเต๋ามีมากมายหลากหลาย ทำให้คนได้เปิดหูเปิดตา แม้แต่เขาที่เคยเห็นแก่นทองมานับไม่ถ้วน มีคุณสมบัติวิจารณ์แก่นทองของผู้บำเพ็ญในแคว้นชิงทั้งหมด ก็ยังจำแนกแก่นทองของสำนักเวิ่นเต๋าไม่หมด
หอวิชาการในเมืองหลวงมีความเห็นร่วมกันว่า หากสามารถจำแนกแก่นทองของสำนักเวิ่นเต๋าได้สามถึงสี่ในสิบ ก็นับว่าเป็นนักปราชญ์ผู้รอบรู้แล้ว
“บางทีแก่นทองขอ