“ข้าไม่ถนัดเรื่องค่ายกล ต้องไปปรึกษาพี่สอง พวกเจ้ากลับไปรอก่อน พวกเราสองคนได้ข้อสรุปแล้วจะบอก!” ผู้อาวุโสที่แปดคิดปุ๊บทำปั๊บ พุ่งไปที่สวนยา
ตอนนั้นเอง ลู่หยางได้ยินเสียงส่งจิตของศิษย์พี่ใหญ่
“กลับมาเถอะ วิชาเขียนเสร็จแล้ว”
ลู่หยางดีใจ ประสิทธิภาพการเขียนวิชาของศิษย์พี่ใหญ่สูงเหมือนเดิม เพิ่งผ่านไปครึ่งวันก็เขียนเสร็จแล้ว
ลู่หยางระมัดระวังมาที่เชิงเขาเทียน ตรวจสอบว่าไม่มีหุ่นกลมาดักรอที่ประตู จึงขึ้นเขาอย่างสบายใจ
ตลอดทาง ลู่หยางคอยระวังหุ่นกลซุ่มโจมตี โชคดีที่ราบรื่น หุ่นกลไม่มารบกวนเขา
มาถึงยอดเขาเทียน ศิษย์พี่ใหญ่นั่งจิบชาอย่างสงบบนโต๊ะหิน หุ่นกลรินชาให้ศิษย์พี่ใหญ่ ว่าง่ายจนน่าตกใจ ต่างจากท่าทีที่มีต่อลู่หยางลิบลับ
บนโต๊ะหินมีคัมภีร์วิชาเล่มใหม่เอี่ยมวางอยู่ ก็คือ “คัมภีร์เห็นแจ้งรู้จริง” บทขั้นแก่นทองคำ
“ลองฝึกดู เปลี่ยนแปลงบางส่วนบนพื้นฐานวิชาที่เจ้าเขียน”
ลู่หยางได้ของล้ำค่า สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ เชื่อถือได้กว่าเซียนอมตะมาก เซียนอมตะวันๆ แต่จะสอนวิชาแกล้งตาย ไม่เหมือนศิษย์พี่ใหญ่ เขียนวิชาให้เขา
ตัวหนังสือบ่งบอกตัวคน ลายมือของศิษย์พี่ใหญ่เหมือนตัวนาง เป็นระเบียบ สวยงาม เย็นชา
เนื่องจากเขียนตามแนวคิดของลู่หยาง ลู่หยางจึงเข้าใจได้เร็ว อ่านอย่างตั้งใจสองรอบก็จำได้ขึ้นใจ สามารถหมุนเวียนลมปราณได้
ลู่หยางทำตามทฤษฎีในวิชา รวมจิตใจไว้ในลมปราณสายหนึ่ง ภายใต้การควบคุมของจิตใจ ให้ลม