“มา ยืนม้า จัดท่าให้ดี เริ่มเรียนมวยหลัวฮั่นได้”
ลู่หยางเลียนแบบท่าทางของเมิ่งจิ่งโจวเมื่อครู่ ดึงพลังลงสู่ตันเถียน ยืดอกตั้งศีรษะ เท้าซ้ายก้าวออกไปครึ่งก้าว สองมือวาดโค้ง
“ฮ่า!”
“เสียงยังไม่ดังพอ ใหม่อีกที!”
“ฮ่า!”
“เสียงดังกว่านี้อีก!”
“ฮ่า!”
เสียงของลู่หยางดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ตามมาตรฐานของเมิ่งจิ่งโจว
“อาจารย์เคยสอนข้าว่า การตะโกนในยามต่อสู้เป็นวิธีปลดปล่อยขีดจำกัด ยิ่งเสียงดัง ยิ่งสามารถปลดปล่อยพลังที่แท้จริงได้มากขึ้น จนถึงขั้นเกินกว่าพละกำลังปกติ”
“ตอนชกต้องให้แขนขนานกับสายตา”
“กำหมัดให้แน่น จินตนาการว่ามีก้อนหินอยู่ในมือ ใช้แรงทั้งหมดกำก้อนหินนั้นไว้ ราวกับจะบีบให้แตก”
เหล่านี้คือสิ่งที่อาจารย์ผู้เฒ่าที่สามเคยสอนเมิ่งจิ่งโจวตอนฝึกมวย บัดนี้เขาก็นำมาสอนลู่หยางบ้าง
“มวยหลัวฮั่นเน้นการประสานกันของท่วงท่า ฝีเท้าต้องสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของมือ พลังต้องผสานทั้งแข็งและนุ่ม ท่าทางเจ้ายังแข็งทื่อเกินไป ต้องต่อเนื่องกว่านี้ ต้องนุ่มนวลกว่านี้!”
เมิ่งจิ่งโจวชี้ข้อผิดพลาดของลู่หยางทีละจุด แก้ไขให้ทีละอย่าง ซึ่งล้วนเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการฝึกมวย ลู่หยางมีพรสวรรค์ด้านวิชายุทธ์ไม่น้อย เห็นได้จากการที่เขาใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เรียนรู้มวยเลียนแบบได้ แล้วยังใช้เวลาอีกครึ่งวันพัฒนาต่อยอดเป็นมวยเลียนแบบตระกูลลู่
“ทะเลทุกข์ไร้ฝั่ง หันหลังกลับคือฝั่ง!”
ลู่หยางเรียนรู้ได้อย่างร