หลังจากส่งเจ้าสำนักทั้งห้าแล้ว ฮ่องเต้ได้ยินเสียงเรียกจากบรรพบุรุษ ให้ไปพบที่สถานที่ต้องห้าม ท่านมีเรื่องสำคัญจะบอก
“บรรพบุรุษ มีอะไรหรือ?”
ฮ่องเต้มาถึงสถานที่ต้องห้าม คำนับบรรพบุรุษอย่างนอบน้อม
รอนานมาก ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ยินการตอบสนองจากบรรพบุรุษ จึงแอบเงยหน้าขึ้นมอง
เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าของบรรพบุรุษที่ยิ้มแย้มแต่ไม่ถึงดวงตา โดยสัญชาตญาณจึงถอยหลังไปหลายก้าว
“ได้ยินว่าเมื่อครู่เจ้ายุหยุนจือ บอกให้นางสั่งสอนข้าสักหน่อย?”
ฮ่องเต้ตกใจมาก วังหลวงถูกค่ายกลเซียนปกคลุม ที่นั่นมีแค่พระองค์กับหยุนจือ บรรพบุรุษรู้ได้อย่างไร?!
“พูดเหลวไหล ค่ายกลเซียนข้าเป็นคนวาง ข้าอยากฟังอย่างไรก็ฟังได้อย่างนั้น!”
“ไอ้เด็กเปรต ข้าว่าตอนเด็กๆ ตีเจ้าน้อยไปหน่อย!”
บรรพบุรุษยื่นมือใหญ่มา จับฮ่องเต้เข้าไปในสถานที่ต้องห้าม
“บร…บรรพบุรุษ เบามือหน่อย ข้าเป็นคนที่ท่านเลี้ยงดูมา ตีลงบนตัวข้า เจ็บถึงใจท่านนะ!”
“วางใจเถอะ ใจข้าแข็งเป็นเหล็ก!”
ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากสถานที่ต้องห้าม
ไม่แปลกที่วังหลวงมีข่าวลือว่า ในสถานที่ต้องห้ามมีสิ่งอัปมงคลอมตะถูกกักขัง สิ่งอัปมงคลนั้นมักถูกค่ายกลบั่นทอน จึงส่งเสียงร้องอย่างทรมาน
แน่นอน มีขันทีและนางกำนัลบอกว่าอาจเป็นเสียงของฮ่องเต้ แต่การคาดเดาเช่นนี้เป็นการไม่เคารพ จึงไม่ได้แพร่กระจายออกไป
แม้จะแพร่กระจายออกไป ผู้คนคงคิดว่าเป็นข่าวลือ
…
“พี่ลู่ ท่านจะเรียนวิชาใหม่ไหม พ