งดังในฝ่ายธรรมะ ยังควบคุมเวลาของคนทั้งเมืองได้ด้วย!”
การเข้าวงการมาร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพูดความจริงพร้อมกับบรรยายตัวเองให้เก่งกาจที่สุด
แม้ลู่หยางจะก่อกวนในการทดสอบเข้าลัทธิที่ตนออกแบบ แต่เรื่องพวกนี้ล้วนผ่านไปแล้ว ตอนนี้รองประมุขจินยิ่งมองลู่หยางยิ่งถูกใจ
เพราะเรือบินเสียเวลาระหว่างทางไปบ้าง อัจฉริยะขั้นสร้างฐานและขั้นฝึก ลมปราณจากที่ต่างๆ มาถึงเกือบหมดแล้ว
ลู่หยางทั้งสามเป็นกลุ่มสุดท้าย
ลู่หยางข้ามอัจฉริยะขั้นฝึก ลมปราณไป พวกนี้ล้วนไม่ถึงขั้นเป็นภัยคุกคาม เขาให้ความสนใจกับอัจฉริยะขั้นสร้างฐาน
เขารู้จักอัจฉริยะขั้นสร้างฐานที่มีชื่อเสียงที่สุดสองสามคนจากการแนะนำของคนรอบข้าง
“ดูพระรูปนั้นที่สวมจีวร ไว้ผมและหนวด ถือบาตรทอง เขามีนามว่าพระเหล้าเนื้อ ได้ยินว่าแต่เดิมมีโอกาสเข้าวัดเสวี่ยนคงหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ แต่กลับสละโอกาสนี้อย่างแน่วแน่ ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ ขอแสวงหาหนทางตรัสรู้ด้วยตนเอง!”
“แล้วคนถือกระบี่ข้างๆ นั่น หรือจะเป็นกู่จาผู้เป็นมารกระบี่ในตำนาน ตามตำนานว่ากระบี่มารของเขาประหลาดนัก ในวินาทีที่ช่างหลอมทำเสร็จ กระบี่มารลอยขึ้นกลางอากาศ ฆ่าช่างหลอม หลังจากนั้นเจ้าของกระบี่มารหลายรุ่นล้วนถูกกระบี่มารย้อนทำร้าย แม้แต่ขั้นแปลงร่างเซียนก็ไม่ยกเว้น มีเพียงกู่จาที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้!”
“ที่เก่งที่สุดคือเยี่ยนเฟย ทุกคนบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่ประมุขลัทธิฝึกฝนด้วยตนเอง เชี่ยวชาญการเขี